i was a spoiled kid

Journal

คนมักพูดถึงความไร้เดียงสา น่ารัก ของตอนเป็นเด็ก

ตอนเด็กๆ ประมาณอนุบาล-ประถม เราเป็นเด็กที่เอาแต่ใจมาก น่าตบมาก มีตัวเองเป็นศูนย์กลางของโลกอย่างแท้จริง ไม่ชอบใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกับคนอื่น นํ้าแก้วเดียวกันไม่กินกลัวติดเชื้อ ช้อนส้อมไม่เข้าคู่กันไม่แดก เสื้อผ้าไม่เข้าชุดกันไม่ใส่ ทำพี่เลี้ยงร้องไห้บ่อยมาก 555


อีกสิ่งที่ไม่ค่อยยอมรับคือ เราอ่อนไหว คิดมาก โกรธง่ายและขี้งอนง่ายมาก พองอนก็จหนีเข้าห้องล็อกประตู พอหิวหรือหายโกรธก็ออกมาเอง ซนจนทำบ้านไฟไหม้ ขีดวาดกำแพงเล่น หายในห้างบ่อยมากแต่จะรู้ว่าต้องไปหาเจ้าหน้าที่ แถมแล้วไม่มีความพยายามจะผูกมิตรกับใคร รู้สึกว่าโลกช่างน่าเบื่อ คนรอบตัวไม่เห็นน่าสนใจ ไม่อยากคุยกับใครเลย ว่างๆ ชอบไปซ่อนในตู้เสื้อผ้า 555555


สิ่งเหล่านี้คือเกิดขึ้นกับที่บ้านนะ พอไปโรงเรียนก็พยายามมากที่จะไม่สนิทกับเพื่อนเกินไป กลัวเขารู้ว่าจริงๆ เอาแต่ใจมาก ระวังตัวมาก คิดเผื่อไว้แล้ว พออยู่กับคนนอกบ้านก็จะไม่มีปัญหากับใครเลย คิดเผื่อไว้แล้วว่าทำยังไงถึงจะอยู่รอดได้ในสังคม 5555
แต่ทั้งหมดคือพ่อแม่ใจดีและใจเย็นมาก ไม่เคยตีเลย ทำของหายก็ซื้อใหม่ไป พอออกมาเจอโลกภายนอก เจอคนอืน ก็ปรับตัวไปเอง


สรุปก็คือ อย่าเป็นตัวเองขนาดนั้นเลย เป็นคนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเถอะ 555555


จริงๆ ดีใจที่โตมา แต่ก็ยังต้องปรับปรุงต่อไป 55555555 ต่อให้ย้อนกลับไปตอนเด็กจะดูน่ารักก็ตาม เพราะตอนนี้เราก็น่ารักนะ อิอิ

Look further from your point of view

Others

ชีวิตควรมีโหมดส่องสิ่งที่อยู่นอกความสนใจเสมอ คนโตกว่าเขาคุยไรกัน คนวงอื่นเขาสนใจอะไร แคร์เรื่องอะไร คนที่เด็กกว่าเราไม่เหมือนและเหมือนรุ่นเรายังไง ใช้ภาษาแบบไหน เก็ทอะไร ไม่เก็ทอะไร 👀

สิ่งที่เรารู้จักและคุ้นเคย มันเป็นจุดเล็กนิดเดียว 🍒

Physics Envy ความอิจฉาในสูตร สมการและการวัดผลได้

References

Physics Envy (n.)

คือ ความอิจฉาวิชาฟิสิกส์อันสามารถอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติได้ด้วยสูตร สมการและตัวเลขอย่างหมดจด จนก่อให้เกิดความเชื่อว่าหากสิ่งใดมีสมการมากำกับอธิบายได้ สิ่งนั้นยิ่งดูเป็นวิทยาศาสต์ หรือยิ่งดูเหมือนฟิสิกส์มากเท่าไหร่ ยิ่งดูถูกต้องและน่าเชื่อถือ

การเชื่อว่ากลไกเศรษฐกิจนั้นมีสมดุลตามธรรมชาติไม่ต้องมีการกำกับ ปล่อยให้เป็นไปอย่างเสรีคือดีที่สุด ก่อให้เกิดวิกฤติการณ์เศรษฐกิจนับครั้งไม่ถ้วน

แต่อาจนำมาปรับใช้ยากกับในเมื่อความเป็นมนุษย์และสังคมที่ไม่มีถูกไม่มีผิดในสาขา Soft Science อย่างเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมวิทยา หรือจิตวิทยา ที่อาจสรุปหาได้เพียงแนวโน้มหรือสัดส่วนเท่านั้น ไม่มีความจริงหรือความเท็จบริสุทธิ์

https://www.nytimes.com/2012/04/01/opinion/sunday/the-social-sciences-physics-envy.html

Attention Economy

Others

Everybody wants to be so captivating that you can stop looking at your phone. But how can they compete with knowledge and stimulus of the whole internet?

we are left with two choices:

  1. Let’s browse the internet together, forget about our own stories and mundane existence forever.
  2. Find someone with a mutual desire to stop looking at the screen. Leave cyberspace for a while.

Memory & Attention Decay: การดับสลายจากการความทรงจำและความสนใจ

Others

บทความนี้ Maths shows how we lose interest จาก Nature เล่าถึงงานวิจัย The universal decay of collective memory and attention ความกร่อนสลายของความทรงจำและความสนใจในผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม เช่น เพลง หนัง งานวิจัย หรือชีวประวัตินักเล่นกีฬาเทนนิส  เราต่างรู้ว่าทุกอย่างมีเวลาของการเสื่อมสลาย เมื่อผู้คนเลิกสนใจ เมื่อคนพูดถึงน้อยลงเรื่อยๆ ก็ดับจางไป แต่เดิมเราอาจคิดว่าการเสื่อมสลายของความสนใจจะเป็นกราฟชันลงเรียบๆ ค่อยๆ จางไปจากความทรงจำ แต่เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก ดูการ citation หรือการอ้างอิงเอ่ยถึง กลับพบว่าการดับสลายมี 2 ระลอก 

The Universal Decay of Human Collective Memory

1.  Communicative Memory ความทรงจำของการถูกพูดถึง อันไหนที่ฮิตก็จะถูกพูดถึงเยอะก่อนจางไป ความทรงจำนี้สั้นแต่เข้มข้น

2. Cultural Memory ความทรงจำของสิ่งบันทึก เช่นสิ่งพิมพ์ ที่จะอยู่นานกว่าความทรงจำผ่านการถูกพูดถึงหรืออยู่ในกระแส แบบนี้จางแต่กลับเสื่อมหายช้ากว่า

ในบรรดา Cultural Products จำนวนมากที่ถูกหยิบมาวิเคราะห์หาแนวโน้มของการถูกอ้างอิงเมื่อเวลาผ่านไป  เพลงนั้นมีอายุความทรงจำสั้นที่สุดคือประมาณ 5.6 ปีเท่านั้น (เสื่อมสลายไวที่สุด) แต่ชีวประวัตินักกีฬาดังมีอายุนานถึง 20-30 ปี (แต่ขณะเดียวกัน เพลงนั้นก็ถูกฝังรากในสมองเรายาวนานที่สุด ถูกนำมาใช้บำบัดผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ปลุกผู้ป่วยทางสมองให้ขยับเคลื่อนไหวมีชีวิตอีกครั้ง)

สิ่งที่ชอบของบทความนี้คือการนำบทกวีของ Pablo Neruda อันกล่าวว่า ‘ความรักนั้นแสนสั้น แต่การลืมนั้นยาวนาน’ / ‘Love is so short, and forgetting so long’

นอกจากบทกวีมาผนวกเล่าเรื่องเพื่อเพื่อรสโรแมนติกให้งานวิจัย ผู้เขียนยังเล่าถึงนิยายบทหนึ่งในนิยาย Sum ของ David Eagleman เรื่องสั้นบทหนึ่งจำลองชีวิตหลังความตายว่าเมื่อเราตายไป เราจะนั่งรออยู่ที่ลอบบี้เหมือนสนามบินอันไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อคนบนโลกลืมหมด เราถึงจะตายได้จริงๆ คนดังมากๆ อาจจะอยู่รอนานหน่อย ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำทางวัฒนธรรมของโลก

ส่วนตัวชอบ Quote ‘ครึ่งชีวิตของความรักนั้นยาวนานตลอดไป’  / ‘The halflife of love is forever.’ —Junot Díaz

อ่านเพิ่มเติม: https://www.media.mit.edu/projects/temporal-scales-in-human-collective-forgetting/overview/

2018 / Retrospective 👀

Journal

Work 🔥

  1. First time ลาออก ออกจากงานครั้งแรกและที่แรกในชีวิต เป็นเรื่องใหญ่มากในชีวิตเรา เราแพลนมาก่อนหน้านั้นนานตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แบบไม่ได้กำหนดชัดเจน ประจวบกับบริษัทกำลังปรับโครงสร้างใหม่  มีความวุ่นวายและความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นบ้าง ฟังใจที่เรารู้จักเป็นกลุ่มคนที่นิสัยดีและหวังดีและรักดนตรีมากๆ จุดประสงค์เดิม ทำงานที่นี่เหลือสองวันไปก่อน
  2. Uncertainty is still my best friend ยังไม่แน่ใจว่าเราควร pursue อาชีพอะไร รู้แค่ชอบการ research / set direction/ kickstart โปรเจ็ค/ ทำเรื่องยากให้ง่าย/ หาสารัตถะและสรุปความยุ่งเหยิงให้เป็นระบบระเบียบ ตอนนี้เก็บประสบการณ์และทักษะไปก่อนนนน
  3. New Work-Life Arrangement ตอนนี้ทำงาน 2 ที่/ 2 วันต่อที่ที่ฟังใจกับ Salmon Lab+ ช่วยงานพี่ต้นที่ sauce ด้านเว็บและรีเสิช + เขียนที่ a day / The MATTER ปีนี้ได้ทำงานลูกค้าเยอะขึ้น ได้รีเสิช ได้เขียน ได้คิด ได้ออกแบบตามโจทย์ สนุกมากเหมือนได้สลับโหมด ได้ลองทำสิ่งที่หลากหลาย พอออกมาก็ได้เจอโจทย์ที่ต่างจากเดิม ประเด็นที่หลากหลายกว่าเดิม มีอีกหลายสิ่งที่เรายังไม่รู้ ยังจัดการไม่ถูก ช่วงนี้เป็นช่วง transition สะสมทักษะและประสบการณ์ที่สำคัญต่อไป
  4. Finding my comfort spot เริ่มรู้ว่าตัวเองชอบอะไรและถนัดอะไร ไม่ชอบอะไร ไม่ถนัดอะไร อะไรที่เราทำได้ไว อะไรที่เราอิดออด ทำช้าเมื่อก่อนเราคิดว่าทำเองก็เสร็จไปตั้งนานแล้ว แต่มันยั่งยืนกว่าหากเราสร้างระบบและทีมที่แข็งแรงได้ คนหนึ่งคนไม่จำเป็นต้องทำได้ทุกอย่าง และการประสานงาน การสื่อสาร การแชร์ข้อมูล ความโปร่งใส การทำงานเป็นทีม โคตรสำคัญมาก
  5. Full-time freelance ตั้งแต่จบมาก็ไม่เคยหยุดทำงานเลย พอเป็น Freelance ก็มีอีกหลายเรื่องที่ทำไม่เป็น เริ่มต้องหาซื้อฟอนต์มาเก็บ ซื้อโปรแกรมเองอีกครั้ง ต้องวางแผนการเงินจริงจังมากขึ้น ตารางชีวิตเป็นระเบียบมากขึ้น นอนตื่นเป็นเวลา ยังไม่มี portfolio ที่อัพเดตและน่าพอใจ
  6. Writing On Pause ช่วงนี้งดเขียนอยู่ที่แมตเตอร์ งานเขียนเป็น side project ที่เราชอบทำมาก  ทำให้เราได้เรียบเรียงความคิด อ่านเยอะมาก ขุดนู่นนี่ แต่ช่วงนี้วุ่นวายหลายๆ อย่าง และเราประสบการณ์ไม่มาก พอเขียนมาได้ปีกว่าก็รู้สึกพร่องแล้ว เรื่องวนๆ ซํ้าๆ เลยพักมาหาเวลาอ่านนู่นนี่เพิ่มเติมแบบที่ไม่ต้องลึกมาก กว้างๆ เพลินๆ ไปเวิคชอปนานาในประเด็นไม่คุ้นเคย พบปะเพื่อน เราต้องสะสม insight ต่อไป ถ้าพร้อมคงพบกันใหม่
  7. Study ??? เราควรเรียนต่อไหม และควรเรียนอะไรดี คิดมาหลายปีแล้ว ตอนแรกเราคิดว่าจะไปเรียนต่อทางใดก็ทางหนึ่ง แต่ก็มีนู่นนี่เข้ามามากมายให้ลองทำ ทำให้รู้สึกว่าทำงานก็ยัง สนุกดี เลยยังทำต่อไป ยังไม่เบื่อเท่าไหร่ มีอีกหลายสิ่งที่อยากรู้ ขอบคุณอาจารย์พิมที่เคยบอกว่าอายุ 30 ค่อยไปเรียนก็ได้เอาที่มั่นใจและพอใจ ไม่ต้องรีบ
  8. Thank You, Fungjai! ไม่เคยเสียใจที่ทำงานฟังใจเป็นที่แรก ได้ลองอะไรที่หลากหลาย ได้เจอคนที่นิสัยดี ตลก น่าสนใจ ใจกว้าง มีมิตรภาพที่ดีมาก ได้เจอคนที่ต่างจากเรามากๆ สนุกมากกับการพยายามเข้าใจศิลปินกับคนฟัง จากสามเดือนเลยเคลื่อนเป็น 4 ปีเลย ไวมาก
  9. Thank youuuuu, again ขอบคุณทุกคนที่ให้โอกาส ทุกคนใจดีกับเรามากๆ เชื่อในตัวเรามากกว่าเราเชื่อในตัวเองซะอีกเราโชคดีมากๆ ที่สามารถมีชีวิตทำงานที่ Flexible แต่ก็ไม่ยุ่งเหยิงวุ่นวายเกินไปเดาอะไรไม่ได้เลย มีเวลาหาความรู้เพิ่มเติม พักผ่อนเพียงพอ ต้องขออภัยในทุกความผิดพลาดที่เกิดขึ้นนนนน

Work is essential part of life ต้องยอมรับว่าเราชอบทำงานมากๆ หากไม่ทำงาน ชีวิตคงจะน่าเบื่อมาก เราชอบเจอโจทย์ใหม่ๆ เจอตัวแปรใหม่ๆ มีเรื่องให้เรียนรู้ตลอดเลย อีกหลายอย่างที่เราน่าจะทำได้ดีกว่านี้ หลายสถานการณ์ที่หากอยู่บ้านเราคงจินตนาการไม่ออก ยังอีกหลายสิ่งที่เรายังไม่เข้าใจ

ยิ่งโตขึ้นมาอีกนิด ปัญหาในการทำงานก็ยิ่งซับซ้อนขึ้น สนุกมากกับการเข้าใจโครงสร้างความสัมพันธ์ พลวัต ปฏิสัมพันธ์ และจิตวิทยาในองค์กร มนุษย์ช่างยากและน่าสนใจ


Friendship 🙂

  1. Thank you for coming back, and keeping connected คนที่ห่างหายไปได้กลับมาเยือนอีกครั้ง ดีใจที่ยังรักษาเพื่อนไว้ได้ แม้เราจะเป็นคนที่ไม่ค่อย keep in touch เท่าไหร่ ขี้เกียจอัพเดต ขี้เกียจแชท ขี้เกียจโทร ความพยายามตํ่ามากในการรักษาความสัมพันธ์ บางคนไม่คุยกันหลายปีจนไม่รู้เลยว่าเขาผ่านอะไรมาบ้าง อยากมีเวลาในชีวิตมากๆ เพื่อจะมีเวลาเข้าใจทุกคนมากกว่านี้ พยายามหาเวลาพบปะเพื่อนให้เพียงพอ
  2. Embrace changes in everyone เพื่อนๆ เติบโตขึ้น เปลี่ยนไปบ้าง เก่งขึ้น แกร่งขึ้น โตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ช่างแม่งได้เก่งขึ้น และปัญหาก็ซับซ้อนและยากขึ้นตามอายุ หลายๆคนมีปัญหาในชีวิตที่ใหญ่มาก และเขาก็ผ่านมันมาได้ เล่าถึงมันแบบสบายๆ เก่งมาก ตัวเองมีเพื่อนที่ดีมากๆ มีทั้งพี่ที่โตกว่ามากๆ น้องๆ ที่เด็กกว่ามากๆ เพื่อนที่บ้ามาก จริงจังมาก สลับกันไป ดีใจที่ได้รู้จัก
  3. Many strangers await you ปีนี้ได้เจอคนที่หลากหลาย ได้รู้จักคนใหม่ๆ เพื่อออกจาก circle ที่คุ้นชินของเราบ้าง ถึงเราจะเป็น introvert แต่เราชอบเจอคน ได้รู้จักคนประเภทใหม่ๆ คนที่งงว่าอิหยังวะก็มี พอได้คุย ได้ทำความเข้าใจ รู้สึกว่าตัวเองเจอแต่คนดีๆ คนเก่งๆ ตลอดเลยทำให้กระชุ่มกระชวยเคลื่อนไหวมาก ตื่นเต้นกับพัฒนาการและการเติบโตของทุกคน อยากเจอคนในอุตสาหกรรมที่ต่างจากเรา เราอยากเห็นภาพใหญ่มากกว่านี้
  4. Sustainable Friendship, Please. รู้สึกว่าพอแล้วกับความตื่นเต้นของมิตรภาพชั่วคราวเพียงระยะโปรโมชั่น การแสวงหาคอนเนคชั่นฉับพลันที่เชื่อมกันไม่ติด ความสนิทชั่วข้ามคืน เรามีเวลาทั้งชีวิตที่จะรู้จักกัน ค่อยๆเป็นค่อยๆไป ไม่รีบบบบบ ❤️

อย่างที่เคยบอก เราคิดชีวิตปีหน้าไม่ค่อยออก คิดถึงวันนี้ เดือนนี้ เดือนหน้านิดหน่อย และอีกทีก็เกษียณเลย ถึงจะปากร้าย ชอบตลกร้าย ชอบความลูซเซอร์เรื่องเฮงซวย เรื่องป่วยๆ ตายๆ แต่จริงๆ เรามองโลกในแง่ดีมากๆ เป็นคนใจร้อนที่ใจเย็นมากๆๆ


Personal Issues ✌️

  1. Become a better human being, please. ยังอารมณ์ร้อน ใจร้อน อารมณ์เสียง่ายอยู่ประปราย ชอบประชดและปากหมา ว้าวุ่น สับสนเป็นพักๆ มีความทุกข์เป็นจุดๆ แต่ทุกข์ของเราก็เป็นเรื่องที่เล็กน้อยมากหากเทียบกับคนอื่น ยังปากหมาเหมือนเดิม ก็เรียนรู้กันต่อไป หวังว่าเราจะเป็นคนที่นิสัยดีกว่านี้ มีวุฒิภาวะกว่านี้ ใจเย็นกว่านี้ จัดการสิ่งต่างๆได้ดีกว่านี้
  2. I gotta fix my own problem โชคดีมากที่พ่อแม่ไม่เคยกดดันอะไรเราเลย ไม่เคยคาดหวังให้เราเป็นอะไรเลย มีแต่บอกให้เราพักบ้าง นอนอยู่บ้านบ้าง มีแต่เราที่หาเรื่องให้ตัวเองปวดหัว แต่พอมีปัญหา ปัญหานี้เลยเป็นของเราเอง ต้องแก้เอง ทุกอย่างที่เราจะทำ เราอยากทำเอง หลายคนพยายามอ้างความขัดข้องของบางอย่างตลอดเวลา จนลืมว่าบางทีปัญหาอยู่ที่ตัวเองและอาจแก้ได้ตั้งนานแล้วถ้ายอมรับว่าเป็นปัญหา
  3. Too short span of attention ช่วงนี้สมาธิสั้นมากกกก มีหลายเรื่องให้คิด อ่านหนังสือไม่ค่อยจบ และนอนเยอะมากกว่า 7 ชม. ทั้งที่ก็ไม่ได้ทำอะไรเลยเยอะ ต้องแก้ไข อาจเพราะงานมันต้อง switch มากขึ้น
  4. Patience!! พอชีวิตย่างเข้าวัย 27 ปี ความคิดแบบ “Live Fast Die Young” เริ่มฟังดูน่าตระหนกมากกว่าน่าสนใจ น่าตื่นเต้น อยากมีชีวิตที่ยืนยาว ค่อยสะสมทุกสิ่งไปอย่างใจเย็น เราต้องรักษาสุขภาพมากกว่านี้ๆๆๆ 
  5. Embrace Realitic Optimism อยากจะเป็น Rational Optimists ปีนี้พบกับคอนเส็ป Effective Altruism การทำดีที่ต้องวัดผลได้ ไม่ใช่เพียงการสำเร็นความใคร่ทางจริยธรรม

ช่วงนี้ลาหยุดเลยใคร่ครวญตัวเองและชีวิตเยอะมาก อยู่คนเดียวก็ฟุ้งซ่านบ้าง สงสัยในความสามารถของตัวเองเรื่อยๆ แต่ก็คิดว่าเออมันยังซ่อมได้ไปตลอดชีวิต อย่างที่เคยบอก เราคิดชีวิตปีหน้าไม่ค่อยออก คิดถึงวันนี้ พรุ่งนี้ ตารางเดือนนี้ เดือนหน้านิดหน่อย และอีกทีก็เกษียณเลย

ถึงจะปากร้าย ชอบตลกร้าย ชอบความลูซเซอร์เรื่องเฮงซวย เรื่องป่วยๆ ตายๆ แต่จริงๆ เรามองโลกในแง่ดีมากๆ เป็นคนใจร้อนที่ใจเย็นมากๆๆ พยายามจะหาตรงกลางของหลายๆอย่าง ค่อยๆ แก้กันไป รู้ตัวว่าเราโชคดีมากในหลายๆสิ่ง ขอบคุณโลกที่ไม่ร้ายกับเราเกินไป ❤️🙏


Next year, same motto as last year

ในปี 1999 John Maeda ตั้งกฎในการทำงานของตัวเองขึ้นมา 4 ข้อ
1. ไม่พูดว่าร้ายคนอื่น
2. หลีกเลี่ยงนิสัยดื้อเงียบ (passive aggressive)
3. ฟังให้กว้าง แต่หากตัดสินใจแล้ว อย่าลังเลเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา
4. เมื่อทำผิด ยอมรับ ขอโทษ และก้าวต่อไป

Songs that define my 2018 

รวม 30 เพลงที่ฟังบ่อยมากกกก เพลงที่ฟังบ่อยจะช่วยเก็บความทรงจำของเราไว้ ความทรงจำที่มากับเพลงเป็นความทรงจำชนิดที่อยู่ทนนานมากกก

https://open.spotify.com/embed/user/sychonato/playlist/5RknDl1t7ONIEMXy2KhUzo

Kool-aid Point

Review / Writing

ศัพท์ใหม่วันนี้

Kool-aid Point แปลว่า จุดที่ของบางอย่างเริ่มเป็นที่นิยมมากจนเริ่มมีกระแสตอบกลับ อาจจะเป็นแบรนด์ที่กำลังมาแรง จนเริ่มถึงจุดที่มีคนเกลียดหรือไม่เห็นด้วย มันแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะรักสิ่งที่เราทำ ยิ่งที่คนรักและเป็นที่นิยม ยิ่งต้องมีคนไม่ชอบตามมา

The Physics of Passion 

พอเป็นธรรมชาติดังนี้ แบรนด์บางแบรนด์ก็เลิกที่จะแคร์ Backlash เพราะเอาใจทุกคนไม่ได้ กลายเป็นเลือกเสียงที่ชัดเจนไปเลย ใครจะด่าก็ช่างแม่ง ดีกว่าไม่มีใครพูดถึง

ความเกลียดหรือการเป็น Anti-Fan สามารถทวีจนถึงขั้นสร้างบล็อกเพื่อด่าสิ่งนั้นๆ ได้เป็นวักเป็นเวน ทุ่มเทเวลาและพลังงานอย่างมาก

การหยิบ Kool-Aid เครื่องดื่มมาใช้เป็นสัญลักษณ์แทนความเป็นที่รักหลงใหล เริ่มมาจากประโยคที่ว่า Drinking the Kool-Aid คือการยอมทำอะไรก็ได้ตามสิ่งที่เราเชื่อ 

ย้อนไปอ้างอิงถึงโศกนาฏกรรม Jonestown ปี 1978 ที่คน 900 คนฆ่าตัวตายตามลัทธิของ Jim Jones เพราะดื่มเครื่องดื่มนํ้าหวายผสมยาพิษ จุดที่เกิดการดื่ม Kool-Aid คือฮิตจนกลายเป็นลัทธิ ลัทธิว่าไงก็ว่าตาม สาวกจะยอมดื่มอะไรก็ได้ที่มอบให้แม้กระทั่งยาพิษ

Jones Town Massacre 1978

คำนี้นิยามโดย Kathy Sierra

https://knowyourmeme.com/memes/the-koolaid-point

http://seriouspony.com/trouble-at-the-koolaid-point/