Writing a CV with Identity Crisis

Journal / Others / Writing

I’m updating my CV and resume after a while just in case. I just want to write it out and summarize who I am at work side. It’s not really a crisis.

I’ve learned that I’m an outsider of every industry; tech, design, art or editorial. I hope it is sweet and fine at the intersection. I hope the magic happens. I’m a salad of many roles with some mix of skillsets I acquired along the way. I’m just room temperature water that will fit any container shape.

I worked for 4 years now. Looking back, I just did and tried what my job leads me to. The result is I never feel like an expert on any particular subject. That might be correct to feel so because I’m still young and inexperienced.

I don’t feel lost or desperate for precise definition. It just gets confusing when I introduce myself to new people. We will transform in a very changing, chaotic and fluid landscape of work life.

Lots of unknown factor for the upcoming future, I can’t pretend I figure it all out. But I’m not anxious. I’m just curious and confused.

It’s been fun and I have been very lucky. I’m willing to do more, know more and learn more. It’s a long long way to go.

🙂

Eternal mind of a spotless sunshine ☀️

Journal / Writing

I have felt so quiet inside lately. I feel calm like I have never been before. I have been thinking a lot in silence. There is no rush. No hurry. Just keep going, no goal just directions.

Last week, I spent a lot of time reading, listening and thinking. I have been with myself 70% of time to stay focused, get shit done.

I stopped caring what people think about me. I don’t attend events I don’t want to. I don’t try hard to be liked anymore. That’s the sweetest spot of being older. I feel comfortable.

Hey, Why would you try hard to be perfect? Flawed humans are cuter anyway. 🙂

You won’t care to fit in when you’re comfortable in the skin you live in. I want to be an outcast so I can take a different point of views freely. I want to live by my own personal, not cultural ethics. I don’t want to be biased from belonging to any particular group. I want to be free from peer pressure and social contagion.

The world is a chaotic place to be but I still can find patterns and orders. It is not entirely meaningless. It’s not entirely unpredictable. I just blink and blink and see what happens. Respond if needed. I have to keep looking and listening and speak when it’s needed. I have to search for the meaning.

Many things are out of my control. One word cannot fix a messy situation. We live in a complicated world, complicated life, a world with a messy structure and pre-existing power order. Whatever the next hype word is. It won’t fix everything. 🙃 But everything is changing when you stop looking.

I have been looking at my life, trying to evaluate it. I made good progress, attained some transferable skills and learned a lot along the way. There is no waste even things are not as planned or expected.

Still, I want to look for long-term value. If you’re not good for long-term, I have to let you go. That’s my protocol.

i was a spoiled kid

Journal

คนมักพูดถึงความไร้เดียงสา น่ารัก ของตอนเป็นเด็ก

ตอนเด็กๆ ประมาณอนุบาล-ประถม เราเป็นเด็กที่เอาแต่ใจมาก น่าตบมาก มีตัวเองเป็นศูนย์กลางของโลกอย่างแท้จริง ไม่ชอบใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกับคนอื่น นํ้าแก้วเดียวกันไม่กินกลัวติดเชื้อ ช้อนส้อมไม่เข้าคู่กันไม่แดก เสื้อผ้าไม่เข้าชุดกันไม่ใส่ ทำพี่เลี้ยงร้องไห้บ่อยมาก 555


อีกสิ่งที่ไม่ค่อยยอมรับคือ เราอ่อนไหว คิดมาก โกรธง่ายและขี้งอนง่ายมาก พองอนก็จหนีเข้าห้องล็อกประตู พอหิวหรือหายโกรธก็ออกมาเอง ซนจนทำบ้านไฟไหม้ ขีดวาดกำแพงเล่น หายในห้างบ่อยมากแต่จะรู้ว่าต้องไปหาเจ้าหน้าที่ แถมแล้วไม่มีความพยายามจะผูกมิตรกับใคร รู้สึกว่าโลกช่างน่าเบื่อ คนรอบตัวไม่เห็นน่าสนใจ ไม่อยากคุยกับใครเลย ว่างๆ ชอบไปซ่อนในตู้เสื้อผ้า 555555


สิ่งเหล่านี้คือเกิดขึ้นกับที่บ้านนะ พอไปโรงเรียนก็พยายามมากที่จะไม่สนิทกับเพื่อนเกินไป กลัวเขารู้ว่าจริงๆ เอาแต่ใจมาก ระวังตัวมาก คิดเผื่อไว้แล้ว พออยู่กับคนนอกบ้านก็จะไม่มีปัญหากับใครเลย คิดเผื่อไว้แล้วว่าทำยังไงถึงจะอยู่รอดได้ในสังคม 5555
แต่ทั้งหมดคือพ่อแม่ใจดีและใจเย็นมาก ไม่เคยตีเลย ทำของหายก็ซื้อใหม่ไป พอออกมาเจอโลกภายนอก เจอคนอืน ก็ปรับตัวไปเอง


สรุปก็คือ อย่าเป็นตัวเองขนาดนั้นเลย เป็นคนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเถอะ 555555


จริงๆ ดีใจที่โตมา แต่ก็ยังต้องปรับปรุงต่อไป 55555555 ต่อให้ย้อนกลับไปตอนเด็กจะดูน่ารักก็ตาม เพราะตอนนี้เราก็น่ารักนะ อิอิ

Look further from your point of view

Others

ชีวิตควรมีโหมดส่องสิ่งที่อยู่นอกความสนใจเสมอ คนโตกว่าเขาคุยไรกัน คนวงอื่นเขาสนใจอะไร แคร์เรื่องอะไร คนที่เด็กกว่าเราไม่เหมือนและเหมือนรุ่นเรายังไง ใช้ภาษาแบบไหน เก็ทอะไร ไม่เก็ทอะไร 👀

สิ่งที่เรารู้จักและคุ้นเคย มันเป็นจุดเล็กนิดเดียว 🍒

Physics Envy ความอิจฉาในสูตร สมการและการวัดผลได้

References

Physics Envy (n.)

คือ ความอิจฉาวิชาฟิสิกส์อันสามารถอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติได้ด้วยสูตร สมการและตัวเลขอย่างหมดจด จนก่อให้เกิดความเชื่อว่าหากสิ่งใดมีสมการมากำกับอธิบายได้ สิ่งนั้นยิ่งดูเป็นวิทยาศาสต์ หรือยิ่งดูเหมือนฟิสิกส์มากเท่าไหร่ ยิ่งดูถูกต้องและน่าเชื่อถือ

การเชื่อว่ากลไกเศรษฐกิจนั้นมีสมดุลตามธรรมชาติไม่ต้องมีการกำกับ ปล่อยให้เป็นไปอย่างเสรีคือดีที่สุด ก่อให้เกิดวิกฤติการณ์เศรษฐกิจนับครั้งไม่ถ้วน

แต่อาจนำมาปรับใช้ยากกับในเมื่อความเป็นมนุษย์และสังคมที่ไม่มีถูกไม่มีผิดในสาขา Soft Science อย่างเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมวิทยา หรือจิตวิทยา ที่อาจสรุปหาได้เพียงแนวโน้มหรือสัดส่วนเท่านั้น ไม่มีความจริงหรือความเท็จบริสุทธิ์

https://www.nytimes.com/2012/04/01/opinion/sunday/the-social-sciences-physics-envy.html

Attention Economy

Others

Everybody wants to be so captivating that you can stop looking at your phone. But how can they compete with knowledge and stimulus of the whole internet?

we are left with two choices:

  1. Let’s browse the internet together, forget about our own stories and mundane existence forever.
  2. Find someone with a mutual desire to stop looking at the screen. Leave cyberspace for a while.

Memory & Attention Decay: การดับสลายจากการความทรงจำและความสนใจ

Others

บทความนี้ Maths shows how we lose interest จาก Nature เล่าถึงงานวิจัย The universal decay of collective memory and attention ความกร่อนสลายของความทรงจำและความสนใจในผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม เช่น เพลง หนัง งานวิจัย หรือชีวประวัตินักเล่นกีฬาเทนนิส  เราต่างรู้ว่าทุกอย่างมีเวลาของการเสื่อมสลาย เมื่อผู้คนเลิกสนใจ เมื่อคนพูดถึงน้อยลงเรื่อยๆ ก็ดับจางไป แต่เดิมเราอาจคิดว่าการเสื่อมสลายของความสนใจจะเป็นกราฟชันลงเรียบๆ ค่อยๆ จางไปจากความทรงจำ แต่เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก ดูการ citation หรือการอ้างอิงเอ่ยถึง กลับพบว่าการดับสลายมี 2 ระลอก 

The Universal Decay of Human Collective Memory

1.  Communicative Memory ความทรงจำของการถูกพูดถึง อันไหนที่ฮิตก็จะถูกพูดถึงเยอะก่อนจางไป ความทรงจำนี้สั้นแต่เข้มข้น

2. Cultural Memory ความทรงจำของสิ่งบันทึก เช่นสิ่งพิมพ์ ที่จะอยู่นานกว่าความทรงจำผ่านการถูกพูดถึงหรืออยู่ในกระแส แบบนี้จางแต่กลับเสื่อมหายช้ากว่า

ในบรรดา Cultural Products จำนวนมากที่ถูกหยิบมาวิเคราะห์หาแนวโน้มของการถูกอ้างอิงเมื่อเวลาผ่านไป  เพลงนั้นมีอายุความทรงจำสั้นที่สุดคือประมาณ 5.6 ปีเท่านั้น (เสื่อมสลายไวที่สุด) แต่ชีวประวัตินักกีฬาดังมีอายุนานถึง 20-30 ปี (แต่ขณะเดียวกัน เพลงนั้นก็ถูกฝังรากในสมองเรายาวนานที่สุด ถูกนำมาใช้บำบัดผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ปลุกผู้ป่วยทางสมองให้ขยับเคลื่อนไหวมีชีวิตอีกครั้ง)

สิ่งที่ชอบของบทความนี้คือการนำบทกวีของ Pablo Neruda อันกล่าวว่า ‘ความรักนั้นแสนสั้น แต่การลืมนั้นยาวนาน’ / ‘Love is so short, and forgetting so long’

นอกจากบทกวีมาผนวกเล่าเรื่องเพื่อเพื่อรสโรแมนติกให้งานวิจัย ผู้เขียนยังเล่าถึงนิยายบทหนึ่งในนิยาย Sum ของ David Eagleman เรื่องสั้นบทหนึ่งจำลองชีวิตหลังความตายว่าเมื่อเราตายไป เราจะนั่งรออยู่ที่ลอบบี้เหมือนสนามบินอันไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อคนบนโลกลืมหมด เราถึงจะตายได้จริงๆ คนดังมากๆ อาจจะอยู่รอนานหน่อย ก่อนจะเลือนหายไปจากความทรงจำทางวัฒนธรรมของโลก

ส่วนตัวชอบ Quote ‘ครึ่งชีวิตของความรักนั้นยาวนานตลอดไป’  / ‘The halflife of love is forever.’ —Junot Díaz

อ่านเพิ่มเติม: https://www.media.mit.edu/projects/temporal-scales-in-human-collective-forgetting/overview/