A tale for the time being เราคือสิ่งมีชีวิตแห่งเวลา เราคือเวลา : )

Review

A tale for the time being – Ruth Ozeki

_

เราแค่อยากหาวรรณกรรมสักเล่มที่พูดเรื่องโลกร้อน จนมาพบเล่มนี้ที่มีหลายประเด็นร่วมสมัยมาก อ่านแล้วรู้สึกใจเย็นลง จนมาพบหนังสือเล่มนี้

ในบทเริ่มต้นของหนังสือนวนิยาย A Tale for The Time Being ของ Ruth Ozeki ตัวละครเด็กสาวชื่อ Nao ได้แนะนำตัวไว้ในสมุดบันทึกที่ลอยข้ามมหาสมุทรมาถึงผู้อ่านอีกคนว่า “ฉันชื่อนาโอะ ฉันคือสิ่งมีชีวิตแห่งเวลา (Time Being)” เธอขยายความว่าสิ่งมีชีวิตแห่งเวลาคือใครก็ได้ที่อาศัยอยู่ในเวลา และนั่นหมายถึงคุณ ฉัน และเราทุกคนที่มีอยู่ เคยมีอยู่ หรือกำลังจะเกิดขึ้น

หนังสือนวนิยายเล่มนี้เล่าผ่านชีวิตผู้หญิงสองคนละฝั่งฟากมหาสมุทร

  • คนนึงเป็นเด็กสาวว้าวุ่น ชีวิตที่ผกผันโยกย้ายจากอเมริกากลับญี่ปุ่นเพราะ dotcom bubble แตกในช่วงปี90s เธอที่เติบโตมาต่างวัฒนธรรมกลายเป็นคนนอกของสังคม เธอเขียนไดอะรี่ซ่อนไว้โดยปะเอาปกของวรรณกรรมคลาสสิก In Search of Lost Time ของ Marcel Proust
  • อีกคนคือผู้หญิงวัยกลางคนผู้มีชีวิตสงบนิ่งจนแทบจะน่าเบื่ออยู่ในเกาะแห่งหนึ่งในแคนาดา ผู้หญิงพบสมุดบันทึกของเด็กสาว ความต่างของวัฒนธรรม เสิร์ชกูเกิ้ลไปพร้อมกับอ่านไดอะรี่เล่มเด็กสาวคนหนึ่ง เรื่องราวค่อยๆ ดิ่งลงเหว และเศร้าขึ้นเรื่อยๆ

ขอจดสรุปว่าระหว่างอ่านเรารู้สึกอะไร มีประเด็นมากมาย

  • เรามองว่าเวลาเป็นสิ่งที่ผ่านเราไป จริงๆ เราต่างหากที่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ผูกไว้กับเวลาในทุกขณะ เราคือ time being เราหนีจากเวลาไม่ได้
  • หากเราไม่เชื่อในสงคราม เราควรจะฆ่าศัตรูที่เราไม่ได้เกลียดไหม
  • หากงานที่เราทำ นำไปสู่การทำลายล้าง เช่น UI ที่ทำให้การสังหารง่ายขึ้น
  • คนเมืองที่รู้สึกไม่ฟิตอินกับความช้าของธรรมชาติ คนตะวันตกที่ไม่เข้าใจสังคม conform แบบตะวันออก
  • แม่ที่เป็นอัลไซเมอร์ เวลาจึงไม่ปรากฏ ทำซ้ำไปเรื่อยๆ ได้
  • ความหมกมุ่นความหดหู่จากการติดตามของวินาศกรรมอย่าง 911 ภัยทางธรรมชาติอย่างสึนามิของมนุษย์ 
  • เมื่อเราร่วงหล่นจากสถานะทางสังคม หรือย้ายที่อยู่ เพื่อนเก่าเริ่มเงียบหายห่างไป ข้อความที่ตอบสั้นและไม่มีเนื้อหาอะไร จนเรารู้ว่าเราหลุดจากวงโคจรแล้ว
  • เด็กวัยรุ่นผู้ไม่เข้าพวกและการถูกเมินในชีวิตจริง การถูกบันทึกเอาไปเผยแพร่ต่อในโลกออนไลน์ และสิทธิที่จะถูกลืมและค้นหาในพบในเสิร์ช ลบร่องรอย digital footprint เพื่อเริ่มชีวิตใหม่
  • สึนามิและโรงงานนิวเคลียร์ น้ำที่ปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสี
  • การพบวัตถุปริศนาในชีวิตจริง และพยายามค้นหาข้อมูลออนไลน์
  • ในเรื่องมียายทวดผู้อยู่มานานผ่านสงครามโลก การเสียลูกชาย มีชีวิตที่แสนเศร้าเมื่อผ่านมาแล้วก็กลายเป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้ว 
  • ความรู้สึกไร้อำนาจจำนนของวัยรุ่น รู้สึกว่าทำไมตัวเองงี่เง่า เมื่อพบว่าปัญหาคนอื่นใหญ่กว่าตั้งเราเยอะแต่ทำไมเราทุกข์แสนสาหัส หาทางออกไม่ได้
  • ต่อให้เราเก่งขึ้น ปรับตัวได้ เป็นคนดี ตั้งใจเรียน คนรอบตัวก็อาจจะไม่เห็นและตัดสินเราอยู่ดี 

Nao เด็กสาวญี่ปุ่นว้าวุ่น พ่อของเธอโดนไล่ออกจากบริษัทเทคอเมริกันจนโยกย้ายกลับมาอยู่โตเกียว ครอบครัวลงเหว พ่อซึมเศร้าพับออริกามิไปวันๆ แม่ต้องออกไปทำงาน พบกับญี่ปุ่นในมุมที่ไม่ให้อภัยผู้แพ้และไม่มีที่ว่างให้คนนอก เธอถูกรังแกโดยเพื่อนร่วมโรงเรียนอย่างรุนแรงช่วงฤดูร้อน พ่อแม่ส่งฝึกอยู่กับย่าทวดที่เป็นแม่ชี ผู้สอนให้เธอปล่อยวาง เธอเริ่มแข็งแกร่งขึ้น ปรับตัวได้ แต่สุดท้ายเพื่อนก็รังแกเธออยู่ดี จนถึงขั้นจัดงานศพเสมือนให้ เธอถูกทำให้กลายเป็นอากาศ และเอากางเกงในเลอะประจำเดือนไปประมูลขายในเน็ต

Jorge Luis Borges เคยกล่าวว่า เวลาประกอบขึ้นเป็นตัวเราเวลาคือแม่น้ำที่พัดพาตัวผมไปแต่ผมก็คือแม่น้ำนั้นด้วย; เวลาคือเสือที่ทำลายผมแต่ผมก็คือเสือตัวนั้น; คือไฟที่กลืนกินผมและผมคือไฟนั้น” (Time is the substance I am made of. Time is a river which sweeps me along, but I am the river; it is a tiger which destroys me, but I am the tiger; it is a fire which consumes me, but I am the fire.”)

“อย่าคิดว่าเวลานั้นบินผ่านไป อย่าคิดว่าการ “บินได้” คือฟังก์ชันของเวลา หากเวลาเพียงแค่บินผ่านไป ก็เหมือนคุณแยกตัวเองออกจากเวลา หากคุณเข้าใจว่าเวลานั้นแค่ผ่านไป คุณก็จะไม่เข้าใจว่าเราก็คือสิ่งมีชีวิตแห่งเวลา” – D  gen Zenji, Uj

เราคือสิ่งมีชีวิตแห่งเวลา  เราคือเวลา 😘

Because Internet ว่าด้วยภาษาในเน็ต เราต่างเรียนรู้ที่จะพิมพ์เพื่อเชื่อมต่อถึงกัน 🌎

Review

Because Internet – Gretchen McCulloch ว่าด้วยภาษาศาสตร์บนโลกอินเตอร์เน็ต
ภาษานั้นเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวตลอดเวลา แต่อินเตอร์เน็ตช่วยบันทึกข้อมูลและเป็นพยานหลักฐานให้กับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระดับการสื่อสารแบบ casual แบบภาษาพูด
การย้ายกลุ่ม ย้ายที่อยู่ เปลี่ยนที่ทำงาน ย้ายทำให้เราเปลี่ยนวัฒนธรรมและคำที่เราใช้ ทำงานคนละอาชีพก็มีคำถนัดใช้ต่างกัน

ภาษาไม่ใช่กฎตายตัวแต่คือ network ที่เชื่อมเราไว้ อินเตอร์เน็ตทำให้เรา expose ภาษาของคนแปลกหน้า คำใหม่ๆ เลยเกิดดับและกระจายตัวได้อย่างรวดเร็ว ถ้าเราอยู่กับคนกลุ่มเดิมที่เขาใช้คำเหมือนๆ เรา เราก็จะไม่ได้ใช้คำใหม่ๆ


หนังสือไล่วิธีการสื่อสารบนเน็ตของเรา ตั้งแต่การพยายาม express อารมณ์เพื่อสื่อสารผ่านคีย์บอร์ดที่จำกัด เ ช่ น

  • ก า ร เ ค า ะ แ บ บ นี้ เ พื่ อ ใ ห้ น่ า ส น ใ จ
  • การใส่สัญลักษณ์ฟรุ้งฟริ้ง (っ◔◡◔)っ ♥ angel ♥
  • ภาษาคำทักทายที่คุยในเมล
  • คำว่า LOL จากยุคขำจริงสู่ประชดกลายเป็น LOLOLOLOL หรือการพิมพ์ตัวติดๆกัน
  • การเติมพยัญชนะ เช่น yessss , okayyyyyy yaayyyy เพื่อ soften ประโยคให้เบาลงไม่ห้วนเกินไป casual มนุษย์ก็หาวิธีพิมพ์ไปเรื่อยๆ เพื่อสื่อสารความรู้สึกที่ออกเสียงหรือแสดงออกทางร่างกายไม่ได้
  • การมีอีโมจิ gif stickers ช่วยลดทอนความจริงจังลงได้มาก 😛 55

กระทั่งยุควัฒนธรรมมีมที่เปลี่ยนไปตามยุค เด็กรุ่นใหม่อาจไม่รู้จัก LOLCats หรือ Kilroy was here สักกะนิด มีมได้เติบโตไปสู่คนยุคใหม่ๆ ที่ไม่รู้จักหรือไม่ได้สนใจกับออริจินของมีม และแต่ละวัยก็มี definition ของตัวเอง


ผู้เขียนเป็นนักภาษาศาสตร์อินเตอร์เน็ต เธอได้แบ่งรุ่นคนในเน็ตได้น่าสนใจ


🌊 First Wave

  • Old Internet People คนอินเตอร์เน็ตยุคก่อนปี  2000 เข้าเว็บไซต์ผ่านการจำ URL คนเหล่านี้ผูกมิตรคนแปลกหน้าผ่านกลุ่มชุมชนที่สนใจเรื่องเดียวกัน (ARPANET, Usenet, BBS) ไม่ได้ใช้ไว้เพื่อคุยกับเพื่อนในชีวิตจริงเพราะคนรอบตัวไม่มีใครเล่น คนทันยุคนี้ Are you On Line? แปลว่า คุณเคยเล่นเน็ตไหม On Line บางคนอาจเล่นเน็ตจากที่ทำงานหรือมหาวิทยาลัยเพราะยังไม่แพร่หลาย

🌊 Second Wave

  • Full Internet คนเล่นเน็ตเต็มขั้น คนที่อยู่ในวัยรุ่นช่วงปี ปลาย 90s – 2000 ต้นๆ คนกลุ่มนี้ไม่ต้องโค้ดเองเท่าไหร่ พวกเขาใช้เน็ตเพื่อคุยกับเพื่อนในชีวิตจริง เช่น MSN AIM เริ่มใช้บริการเวบไซต์โฮสต์ต่างๆ เช่น Xanga LiveJournal Myspace ยุคนี้แสลงในเน็ตเริ่มเบ่งบาน ภาษาเน็ตคือภาษาที่วัยรุ่นไว้คุยกันโดยให้พ่อแม่ไม่เข้าใจ
  • Semi Internet คนเล่นเน็ตนิดหน่อยใช้เพื่อทำงานหรือส่งเมล คนกลุ่มนี้คนทีที่เล่นเน็ตพร้อมหลังกลุ่มก่อนหน้าแต่ไม่อิน พวกเขาเลยเน้นคุยกับคนรู้จักเป็นหลักเท่านั้น

🌊 Third Wave

  • Pre Internet คนที่อยู่โดยไม่มีเน็ตมาตลอด รับรู้การมีอยู่ของเน็ต แต่ก็อยู่มาได้โดยไม่ต้องใช้ จนถึงวันที่ทุกคนเล่น พวกเขาเลยต้องใช้บ้าง พวกเขาเลยพกวิธีการสื่อสาร สมัย offline มาใช้กับออนไลน์ด้วย เช่นการพิมพ์ . . . . . & วิธีเว้นวรรคแปลกๆ
  • Post Internet People คือคนที่จดจำช่วงวัยที่ไม่มีเน็ตไม่ได้อีกแล้ว พวกเขา hang out ในเน็ตเป็นเรื่องปกติ มีหลายแพลตฟอร์มที่แยกตัวตนออกเป็นหลายแบบ มีแอคหลุม และตัวตนหลายชั้น การโพสต์เป็นเนื้อเพลงเพื่อสื่อสารอ้อมๆ ถึงความรู้สึกกับเพื่อนบางคนแต่หลบเลี่ยงผู้ปกครองคอยสอดส่อง

คนในยุคแรกเริ่มอาจใช้เน็ตเพื่อพบคนแปลกหน้าผ่านประเด็นที่สนใจร่วมกัน แต่บางคนก็แค่อยากหาที่แฮงก์เอาต์ระหว่างคนที่รู้จักกันอยู่แล้ว วัยรุ่น hangout ในเน็ตเหมือนคนยุคก่อนแฮงก์เอาต์กันที่ห้างสรรพสินค้า

ดังที่ dana boyd กล่าวไว้ว่า”วัยรุ่นไม่ได้เสพติดเน็ต พวกเขาเสพติดกันและกันต่างหาก” 😘

การแอดใครสักคนเป็นเพื่อนเหมือนการเอาเขามาอยู่ในบริบทที่ทำให้เราทักทายกันได้แบบไม่ต้องวางแผนไว้ก่อนเหมือนเดินผ่านในโถงทางเดินโรงเรียน เราสามารถเข้าไปร่วมบทสนทนาที่เกิดขึ้นได้ หรือพฤติกรรมการตั้งสเตตัสลอยๆ โพสต์คำคม หรือเนื้อเพลง รอให้คนที่ตรงเป้าหมายมาทักทายพูดคุย เรียกร้องให้เกิดปฏิสัมพันธ์ต่อกันเพื่อสานสัมพันธ์

สรุปคือสนุกดี ❤️

อ่านมาตั้งแต่ต้นเดือน ระหว่างทางเต็มไปด้วย texture ดีเทล และความทรงจำที่เรามีต่ออินเตอร์เน็ตตั้งแต่เด็กๆ หลายอย่างที่ลืมไปแล้วหรือไม่รู้ที่มาเขาก็ capture มาเล่า อยากกลับไปค้นแชทหรือเมลเก่าๆ หรือส่องเวบบอร์ดเก่าๆ เอามาสอดส่องย้อนกลับไป 👀

Levels of Critical Thinking 🤔

References

มีคนศึกษาสังเกตลำดับขั้นของการคิดวิเคราะห์ที่เกิดขึ้นในชั้นมหาลัย ความซับซ้อนของความคิดจะค่อยๆ พัฒนาไป

จากคิดแบบสองขั้วตรงข้าม ➡️ เข้าใจว่าโลกนั้นมากมายหลายหลากไม่มีถูกผิดชัดเจน ➡️ความสัมพันธ์เชิงบริบท ความรู้และข้อสรุปต่างๆ ล้วนต้องมีบริบทมาครอบประกอบเสมอ

Level 1

dualism – การแบ่งแยกเป็นสอง คิดแบบมีคู่ตรงข้าม ความรู้ที่เราได้จากระดับมัธยม ผู้เรียนต้องการคนชี้นำว่าอะไรถูกผิด จริงไม่จริง ในขั้นนี้เรามองครูหรือแหล่งข้อมูลว่าให้ความรู้ที่ดีหรือไม่ดี เว็บไซต์/สื่อนี้เชื่อได้หรือไม่ได้ ซึ่งเป็นระดับขั้นต้นของการตัดสินข้อมูล ต้องมี authority ที่ไว้ใจมาช่วยยืนยัน

Level 2

ขั้นถัดไป ก้าวไปสู่วิธีคิดแบบ Multiplicity – ความมากมายหลายหลาก คือเรียนรู้ว่าโลกนั้นมีความรู้ที่ไม่สามารถแบ่งแยกได้ชัดว่าถูกหรือผิด ความรู้ต่างๆ ต้องศึกษาเพิ่มเติม คิดต่อ ตกผลึก เริ่มเข้าใจว่าโลกนั้นมี gray area มีความหลากหลาย ความไม่แน่นอน ที่ไม่สามารถสรุปหรือตอบได้โดยง่าย

Level 3

ขั้นถัดมา คือการคิดแบบ contextual relativism – ความสัมพันธ์เชิงบริบท การคิดโดยผูกเกี่ยวพันโยงใยกับบริบท นักเรียนจะเห็นว่าความรู้นั้นเกิดมาจากตัวแปรมากมาย ไม่มีความจริงที่ขาวกับดำอีกต่อไป การคิดแบบ critical thinking จึงถูกนำมาใช้บ่อยขึ้น การศึกษาจึงควรพาให้คนก้าวจากเลเวลแรก สู่เลเวลสองและสามตามลำดับ

เราค้นเจอบันทึกอันนี้ไว้ช่วงปี 2012 สมัยที่เรียนวิชา Research Method ในคณะ

  • A. Perry’s scheme begins with “dualism,” which is the belief that information is either right or wrong (i.e., “You’re either with me or against me”). Dualism begins early in intellectual development and often is reflected in the system of beliefs and acquired knowledge and viewpoints that a student brings with them to college from secondary school and is characterized by the need for an authority figure to transmit knowledge and beliefs. Independent or even collaborative learning is difficult for students at this stage. In this phase, students view teachers and other adults as “authorities,” and on the information provided by them as either “good” or “bad,” creating either “good authorities” or “bad authorities,” depending on whether or not they agree or disagree with the teacher’s information. Students in the dualistic phase of intellectual development are thus particularly unsuited for lessons the evils of the Internet, a source they view as “good” information. Anyone who has worked with college freshmen will most likely be familiar with this dualistic phase of development, and indeed the results of the Grinnell study discussed above make perfect sense in the context of Perry’s scheme.
  • A more effective lesson on Internet information then, rather than specifically dwelling on “good” and “bad” Web sites, would be to present actual examples and to raise questions rather than giving answers, opening the student up to the next level intellectual development, “multiplicity.”
  • B. Multiplicity is the ability to acknowledge that the world contains knowledge that the student cannot yet classify as right or wrong, knowledge which requires further study and thought (the so-called “gray area”). The student progresses from dualism to multiplicity as they encounter more and more diversity and legitimate uncertainty in the world, facts or occurrences that cannot be easily answered or explained. It is at this point that critical thinking has its roots; the student must use more complex reasoning to determine the validity or nonvalidity of any given piece of information.
  • C. Contextual Relativism The student moves from multiplicity to “contextual relativism” when the knowledge characterized as multiplicitous begins to outweigh the knowledge that is thought to be either right or wrong, or dualistic. The student begins to see the world as primarily relativistic and context-bound, rather than as a world of black-and-white facts. Slowly over these last two periods, critical thinking begins to develop and is used more and more frequently.

ที่มา:  Information-Seeking Behavior in Generation Y Students: Motivation, Critical Thinking, and Learning Theory , Angel Weiler.

2010s: Looking back at this decade 🌸

Journal

2010 

  • เรียนจบปี 1 ตอนนั้นรู้สึกว่าตัวเองโง่มากๆ การเรียนออกแบบไม่เหมือนระบบการศึกษาที่เรียนมาตลอดชีวิต ท้าทายมากๆ เมื่อก่อนเรารู้สึกว่าแค่เรารู้ว่าระบบ/การสอบต้องการอะไร เราก็ทำไปตาม Requirement เพื่อให้ผ่านด่านไปเรื่อยๆ แต่ Creative & Design Process มันยาก ยุ่งเหยิงกว่านั้น ไปๆ มาๆ
  • ฝึกงานที่ a day magazine ตอนนั้นเราเด็กมากจริงๆ พี่คนอื่นที่มาฝึกงานด้วยกันเหมือนผ่านชีวิตมหาลัยมาเยอะแล้ว ทำให้รู้สึกว่าตัวเองยังเด็กมาก ไม่รู้อะไรเลย และเราไม่ถนัดงานสัมภาษณ์เลย  แต่ทำให้ได้รู้ว่าเราชอบรีเสิชมากๆ

2011

  • เริ่มแยกเข้าภาคเรียนออกแบบอุตสาหกรรม  ซึ่งท้าทายเราที่เป็นมนุษย์สองมิติมากๆ ทำให้ได้เข้าใจความงาม ความยาก วิธีคิดที่หลากหลายมากๆ เช่นเซรามิกทำให้เราใจเย็น ทุกอย่างใหม่มากสำหรับเรา แต่สนุกมากเช่นกัน
  • ตอนนั้นตบตีกับตัวเองมาก ตอนนั้นที่คณะความมินิมัลมันมาแรงมากส่วนตัวเราชอบของสีสันสดใส และไม่รู้ทิศทางว่าตัวเองอยากทำอะไร
  • ไปเที่ยวเชียงใหม่กับเพื่อน จำได้ว่าเป็นครั้งแรกที่เราได้คุยกันเรื่อง 112 คืออะไร

2012

  • อยู่หอเป็นปีแรก ตั้งแถวหัวลำโพง-เจริญกรุง เป็นย่านที่คึกคักดี แล้วก็พบว่าเราชอบอยู่บ้านมากๆ เลย และเราไม่เคยฟิตอินกับชีวิตในกรุงเทพเลย
  • ปีนี้เรื่อง sharing economy กำลังมามากในเมืองนอก เราอยากออกจาก bubble นักออกแบบ เลยสมัคร couchsurfing ให้นักท่องเที่ยวมานอนที่หอเราได้เจอเพื่อนต่างชาติเยอะมาก ได้ฝึกภาษาอังกฤษ ได้สำรวจโลกแบบไม่ต้องไปเอง ได้หลายแนวคิดจากช่วงนั้นมาก เช่น สังคมนิยม อาสาสมัคร NGO หรือกระทั่งอาชีพที่สามารถทำให้เรา flexible เวลาได้ เช่นโปรแกรมเมอร์ โลกมันหลากหลายมากๆ
  • เพื่อนบางคนก็ยังติดต่อกันอยู่ นี่คือประโยชน์ของเทคโนโลยีจริงๆ

2013

  • ไปฝึกงานครั้งที่ 2 ที่มาเลเซีย ทำงานกับคนจีน เปิดโลกมากๆ ได้เจอเพื่อนที่เหมือนจะใกล้กัน (มาจากภูมิภาคเดียวกัน) แต่ก็ต่างกันในดีเทล ไปคาราโอเกะยันเช้า ทำให้แยกจีนกวางตุ้งกับแมนดารีนออก
  • มีเพื่อนมาแลกเปลี่ยนจากเมลเบิร์นที่คณะ ซึ่งเปิดโลกมากๆ ได้เล่าเรื่องประเทศไทย สถานการณ์การเมืองให้คนนอกฟัง ชอบ vibe ของ house party มากๆ ทุกวันนี้ยังติดต่อกันอยู่ แต่ชีวิตก็ต่างไปมาก
  • เป็นปีที่รื่นเริงร่าปาร์ตี้มากๆ สามารถไปปาร์ตี้โดยที่ไม่รู้จักใครเลย ไปบ้าน expat คุยกันเรื่องงานใดใด เจอคนเยอะมาก นั่งคุยกันถึงเช้าได้ โมเมนต์แบบนั้นมันเกิดยากมากแล้วในตอนนี้ เจอเพื่อนก็พอ เที่ยงคืนก็ง่วงละ

2014

  • ฝึกงานพาร์ทไทม์ที่พื้นที่ชีวิต สิ่งที่ต้องทำคือช่วยอ่านหนังสือเพื่อใช้ในสารคดีเพื่อสรุป และก็ไปฟังพี่ๆ คุยกันตอนเตรียมกองถ่าย สนุกดี พบว่าตัวเองชอบ research มากๆ โยนข้อมูลมา ฉันจะจัดระเบียบเรียบเรียงให้
  • ทำทีสิสเรื่องความตายหรือมรณานุสติ สนุกมากเลย ได้เข้าไปสำรวจความตายในแบบที่เรายังไม่เศร้า เป็นช่วงชีวิตที่สนุกมาก
  • ตอนเรียนจบมีคนชวนทำงานเยอะมาก มีทุกแนวทางโฆษณา เพื่อสังคม กราฟิกสองที่ จนต้องทำตาราง excel ขึ้นมาว่าเราต้องการอะไรในชีวิตกันแน่
  • เลือกทำงานที่ฟังใจ ตอนนั้น tech startup ยังไม่มี ขอลองหน่อย เริ่มตั้งแต่ตอนที่ยังไม่มีชื่อเลย ปีแรกลุ่มๆ ดอนๆ ต้องทำมันทุกอย่างเลย มันเล็กจนต้องทำทุกอย่าง และทำให้ได้รู้ว่าเราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร พี่ท้อปคือเจ้านายที่ใจกว้างและรับฟังมากๆ เหนื่อยกว่าเราเสมอ และก็ตามใจเรามากๆ ด้วย ขอบคุณมากจริงๆ อยู่ด้วยกันยาวเลย

2015

  • ทำงานปีที่ 2 ฟังใจเริ่มเติบโตและขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วมาก แตกสาขา เราเริ่มมีน้องในทีมที่ต้องดูแล ซึ่งเราก็ห่วยมากเรื่องจัดการคน ทำให้หมกมุ่นกับการอ่านหนังสือเรื่องการจัดการ
  • เริ่มเรียน UI/UX และรู้จักโค้ด HTML CSS คร่าวๆ ซึ่งเปลี่ยนโครงการการคิดภาพของเราเลย
  • ไปเวิร์คชอปที่ Fabrica อิตาลี 2 สัปดาห์ ได้เจอเพื่อนนักออกแบบจากหลายประเทศ ส่วนใหญ่คือยุโรป สนุกดี เหมือนแค่ลองไปเพื่ออยากรู้จะเรียนต่อได้ไหมนะ
  • กลับมา ยายตาย แบบตายไม่กี่ชม. หลังจากเราลงจากเครื่องเลย ไม่มีใครบอกเราเลยขณะที่เราไปอิตาลีเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เจอความตายของคนที่ใกล้ชิดมากๆ เราร้องไห้อยู่สองวัน เพราะทำให้เรารู้ว่าเชี่ยที่ผ่านมาเราคิดแต่เรื่องของตัวเอง ทุกคนแม่งหมุนตามเรา เหมือนชีวิตเราเข้า phase ใหม่เลย

2016

  • ไปเที่ยวเบอร์ลินและเมืองอื่นๆ ซึ่งชอบมาก อยากไปอีก มีโมเมนต์นึงอยู่ในผับแล้วคนเดินมาพูดกับเราว่า “ขอให้คุณมีชีวิตที่ดี” หรืออะไรประมาณนั้น เออชีวิตมันสวยงามจริงๆ 
  • ได้ทำงานร่วมกับ Dev เป็นครั้งแรก ซึ่งเปลี่ยนวิธีคิดการทำงานของเราเลย ได้เข้าใจความสำคัญของการสื่อสารในทีม ได้เรียนโค้ดเล็กๆ น้อยๆ ไว้สื่อสาร 
  • ปีนั้นคิดไรไม่ออก พอกลับไปดูรูปก็พบว่าเจอเพื่อนเยอะมาก เป็นปีที่ดีปีนึง

2017

  • เริ่มเขียนให้ The Matter คอลัมน์ Curious Cat ซึ่งขอบพระคุณมากๆ เลยเป็นปีที่ได้อ่านหนังสือเยอะมากๆ ความไวของอินเตอร์เน็ตทำให้ตกใจว่าเฮ้ยเราเคยเขียนเรื่องนี้ไปแล้วเหรอ ลืม ความรู้เข้ามาไวก็ออกไปไว
  • เป็นปีที่ได้มาดูแลทีมคอนเทนต์ร่วมกับพี่หนุ่ม พอต้อง manage จริงจัง เราแทบไม่ได้ทำงานออกแบบเลย เป็นปีต้องอยู่ในพลวัตของ facebook pace ติดตามว่าชาวบ้านชอบอะไร สนใจอะไร คิดแผนมาล่าไลก์ ล่าแชร์ ล่า engagement นั่งดู stats
  • พบว่าเราชอบทำสไลด์มาก สรุปเรื่องที่ค้นพบให้ไล่เรียงเป็นเรื่อง

2018

  • เริ่มเขียนให้ a day คอลัมน์ In Other Word ส่องสำรวจคำใหม่ๆ ในโลกที่หมุนไว format จากนิตยสารสู่ออนไลน์
  • ปีนั้นได้ลองทำอะไรเยอะมาก และก็ได้เรียนรู้ว่าเออเรายังไม่พร้อมจะโตและจัดการทีม มีอะไรที่ไม่รู้อีกมาก เราอยากฝึกฝีมือ อยากทำนู่นทำนี่มากมาย เป็นช่วงที่วุ่นวายใจมาก ฟังใจเป็นที่ทำงานที่เรารักและสบายใจมาก แต่เรารู้สึกว่าเราสบายเกินไป
  • ออกจากฟังใจทำงานประจำ ออกมาทำ 2 วัน/สัปดาห์ ทำเพจ slice เป็นงานสุดท้าย
  • ทำงานที่ Salmon Lab เป็น Art Director เข้า 2 วัน/สัปดาห์ เป็นช่วงเวลาที่สนุกมาก ได้เริ่มงานที่เจอลูกค้า
  • พบว่าชอบจังที่เราโตขึ้นและสบายใจที่จะเป็นตัวเองมากๆ 
  • ตอนที่ออกจากฟังใจคืออยากไปเรียนต่อมาก แต่คิดไม่ตกว่าเรียนอะไรดี แต่ก็ไม่รีบมาก ทำงานไปก็เพลินๆ ดี

2019

  • ปีนี้เป็นที่สบายกายใจมาก เราตั้งใจว่าจะทำงานไม่เยอะ จะไม่เหนื่อย ปีนี้เลยเล่นเฟสบุคน้อยลงมากๆ ไม่ต้องตามโลกโซเชียล ไม่ต้องคอยสนใจชีวิตจิตใจวัยรุ่นเพื่อใช้ทำงานอีกต่อไป เราไม่อยากทำของสั้นๆ เล็กๆ ที่หายไปรวดเร็วอีกแล้ว
  • เพื่อนชวนไปเที่ยวปีนเขา และเราก็ห่วยมากเมื่อเผชิญธรรมชาติที่อ่านไม่ออก ไม่เข้าใจ ทำให้เราได้พบความงามใหม่ที่เคยไม่เข้าใจมาก่อน เออมนุษย์มันตัวเล็กและอยู่บนโลกนี้มาไม่นานขนาดนั้น ทำให้อยากเรียนธรณีวิทยาเป็นงานอดิเรก (ซึ่งไม่ถึงไหนเลย) ฝนหินก็ยังไม่สำเร็จ เราคือผลผลิตโลกของ late capitalism จริงๆ 55
  • เริ่มทำงานที่ Punch Up เป็น Creative & Art Director 3 วัน/สัปดาห์ ได้กลับมาทำ web design / art director ชอบมากเพราะเราเราได้หยิบสิ่งที่อ่านและสิ่งที่สนใจมาใช้จริงๆ เราชอบเรียนวิทยาศาสตร์มากมาตั้งแต่เด็ก ได้เข้าใจระบบโครงสร้างการเมืองมากขึ้น รวมถึงความรู้เกี่ยวกับสาธารณสุข
  • ทำให้เรารู้สึกว่าสิ่งที่อ่านมาได้นำไปเล่าต่อในรูปแบบที่ง่ายขึ้น นี่คือสารัตถะที่เราชอบที่สุดของงาน เราชอบย่อยข้อมูลมากๆ 
  • ขอบคุณทุกคนที่ชวนทำงาน freelance ทุกชิ้น ซึ่งเป็นชีวิตอีกแบบเลย เราโชคดีมากๆ ได้เจอแต่ลูกค้าดีๆ มีสติ และฟังเรา และเราก็ได้เรียนรู้จากโลกของเขาเยอะมาก
  • ปีนี้ขยับขยายความสนใจให้กว้างและลึกขึ้น ไม่ต้องรีบอ่านรีบเขียนรีบแชร์อีกต่อไป
  • เขียนหนังสืออยู่เล่มนึงด้วยเป็นรวมเรียงความโดยสารัตถะคือบอกเขียนเพื่อ convince ตัวเองว่าไม่ต้องรีบร้อน
  • อยากเขียน fiction แต่ยังไม่สำเร็จ ขอโทษพี่กายด้วย ปีหน้าพร้อมละ 🙂
  • พอเจอเพื่อนเลยนึกไม่ออกว่าเล่าไรดี ชีวิตเรานิ่งมากๆ ทำงาน เรื่องที่พบเจอก็ไม่รู้สึกว่าต้องบอกใคร 
Playlist ขณะย้อนมองกลับไปชีวิตที่ผ่านมา ฟังแล้วก็รู้สึกว่าเป็นเพลงงานศพได้เลย : )

River of Consciousness, 2017 Oliver Sacks

References / Review

รวมเรียงความของ Oliver Sacks ตีพิมพ์หลังจากเขาเสียชีวิต หลายคนมองวิทยาศาสตร์ในแง่มุมว่าไร้หัวใจ แต่เราไม่เคยรู้สึกแบบนั้นเลย ประวัติศาสตร์หรือกระบวนการวิทยาศาสตร์ หรือกระทั่งจุดมุ่งหมายของวิทยาศาสตร์นั้นเป็นไปด้วยความสนใจในโลก และเข้าใจข้อจำกัดของเรา

oliver sacks, river of consciousness
River of Consciousness, Oliver Sacks

Oliver Sacks คือผู้เขียนคนสำคัญในชีวิต เขาทำให้เรามองหลายสิ่งเปลี่ยนไป ชุบชีวิตความสนใจในธรรมชาติ วิทยาศาสตร์ เข้าใจระบบ การอ่านหินและมองพืช ไม่ใช่สิ่งน่าเบื่อ แค่เป็นดินแดนที่เรายังไม่มีความรู้ ยังมีอะไรอีกมากในความทรงจำของโลก และเวลาในชีวิตนั้นน้อยเกินไปกว่าจะรู้และเข้าใจได้อย่างที่เราปรารถนา

  • Darwin and The Meaning of Flowers เล่าถึง ชาร์ลส์ ดาร์วินในฐานะผู้หลงใหลต้นไม้ พืชดอกที่ส่งผลต่อวิวัฒนาการของแมลงเต่าทอง ชอบประโยคที่ว่า “Darwin always had a special tender feeling for plants”
    • ความสนใจในพืชพรรณเป็นรากสำคัญของแนวคิดทฤษฎีวิวัฒนาการ  ดาร์วินเชื่อว่าการสังเกตที่ดีเกิดจากการชอบตั้งทฤษฎี ความงามของต้นไม่ไม่ใช่แค่ในแง่ความสวยงาม แต่ในเชิงการใช้สอย การอยู่รอด การปรับตัวที่ทำงานอย่างแข็งขัน
    • กล้วยไม้ไม่ใช่เพียงสิ่งประดับตกแต่ง แต่คือจินตนาการความคิดสร้างสรรค์ของธรรมชาติ ไม่มีอะไรในโลกธรรมชาติเป็นเหตุเป็นผล ยกเว้นว่ามีแสงแห่งวิวัฒนาการส่องสำรวจ จัดระเบียบ เรียบเรียง และแสวงหาความหมายในโลกที่กระจัดกระจาย
    • ชีวิตบนโลกนั้นสืบย้อนไปยาวนานหลายพันล้านปี เราได้ฝังประวัติศาสตร์ของสิ่งเหล่านี้ไว้ในกายของเรา พฤติกรรม พันธุกรรม สัญชาตญาณ ไม่เคยหยุด ไม่เคยซ้ำ และไม่เคยกลับหลัง เมื่อสิ่งใดสูญพันธุ์ สายแห่งพันธุกรรมสาขานั้นก็ตัดฉับลงไปเพียงเท่านั้น
    • ธรรมชาติไม่มีแผน ไม่สร้างผัง ไม่มีทิศทาง ไม่มีจุดมุ่งหมาย ทั้งหมดไม่ไร้ความหมายภายใต้แสงไฟวิวัฒนาการที่ส่องมองดู make sense under a light of evolution 🙂
  • Speed  ว่าด้วยการรับรู้ความไวของมนุษย์อันมี Spectrum แน่นอนว่าตอนเด็กเราไวกว่าตอนเราแก่ชรา ไม่ได้ห่างกันจนคนที่เร็วมากและช้ามากก็ยังสื่อสารกันได้ เล่าความสนใจของเขา ตั้งแต่เด็กที่สนใจการเคลื่อนไหวและเวลาจากหนังสือของ H.G. Wells อะไรทำให้แต่ละคนรับรู้หรือรู้สึกถึงเวลาต่างกัน สิ่งมีชีวิตต่างๆ จะรู้สึกถึงเวลาใน pace เดียวกันไหม
    • คนชอบบอกว่าเวลาแต่ปีจะเร็วขึ้นในความรู้สึกเมื่อเราแก่ลง อาจจะเพราะวัยเด็กมีแต่เรื่องใหม่ๆ ที่เราไม่เคยพบเห็น จึงตื่นเต้น แต่ละปีจึงมีอะไรมากมาย เมื่ออายุมากขึ้น แต่ละปีกลายเป็นสัดส่วนที่เล็กลงเรื่อยๆ จากจำนวนเวลาที่เราผ่านมาทั้งหมด แต่ละปีอาจจะไวขึ้น
    • ในวัย 80 กว่าๆ Sacks ยืนยันว่าแต่ละนาทีและวินาทีรู้สึกเหมือนเดิม หนึ่งชั่วโมงยังยาวนานเมื่อเราเบื่อหน่าย และรวดเร็วผ่านไปเมื่อเรารู้สึกกระตือรือล้นสนใจ และบางครั้งเวลาเพียงชั่วครู่ถูกยืดขยายขึ้นในความทรงจำเมื่อมองกลับไป เช่นวินาทีเฉียดตาย การใช้ยาบางชนิดทำให้คนรับรู้เวลาผิดไปได้
    • Dostoyevsky เคยเขียนถึงประสบการณ์อาการลมชักในชั่วเวลาวินาที เขารู้สึกถึงการมีอยู่ของตลอดไปอันเป็นหนึ่ง (Eternal Harmony)  … “ในเวลา 5 วินาที ข้าพเจ้าได้ใช้ของมวลมนุษย์ทั้งหมดที่เคยมี ยอมสละชีวิตตัวเองได้ เพราะไม่คิดว่ามันมีราคาอะไรนัก”
    • Oliver Sacks เป็นแพทย์ประสาทวิทยา เมื่อรักษาคนไข้เขาตั้งข้อสังเกตว่า คนเราต่างมีนาฬิกาการรับรู้เวลาฝังอยู่ในร่างโดยที่เราไม่รู้ตัว คนไข้ผู้เคลื่อนไหวช้าจนแทบหยุดนิ่ง รู้สึกว่าเวลานาฬิกาบนผนังผ่านไปเร็วผิดปกติ โรค Tourette ทำให้คนรับรู้เวลาผิดเพี้ยนไป คนบางคนสามารถจับแมลงวันได้ด้วยมือเปล่า เขารู้สึกว่าแมลงนั้นบินช้าเองนี้ แม้ร่างกายของเรามีข้อจำกัด เราติดอยู่ในร่างนี้ แต่มนุษย์ก็สามารถเอาชนะข้อจำกัด ก้าวผ่านเวลา พาสมองเข้าสู่ความไวใดก็ได้ผ่านการนึกคิดของเรา
  • The Other Road: Freud as Neurologist เรื่องนี้ยากไปหน่อยเลยอ่านข้ามๆ คือเหมือนเป็นโน้ตทางวิชาชีพมาก เล่าถึงซิกมันด์ ฟรอยด์ ก่อนจะเบนอาชีพมาสาย psychoanalysis อย่างที่เรารู้จัก เขาเคยเป็นนักประสาทวิทยามาก่อน  แต่ในยุคนั้น ไม่มีเทคโนโลยีที่จะตรวจสอบสมมติฐาน การเชื่อมต่อระหว่างจิตใจ กับ physical object  ได้ชัดเจน ชอบ vibe การแลกเปลี่ยนความรู้ผ่านจดหมายของคนในยุคฟรอยด์ ยุคนี้เราคงเขียนบล็อก หรืออัพสเตตัสส่งไปในกระแสธารของมวลชน หวังว่าจะมีคนตอบกลับอย่างตั้งใจ
  • The Fallability of Memory ว่าว่าด้วยความผิดพลาดไม่แน่นอนของความทรงจำ Oliver เล่าถึงความทรงจำของเขาสมัยเด็กเกี่ยวกับเหตุระเบิดในยุคสงครามโลก เมื่อไปคุยกับพี่ชายจึงพบว่า เรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับเขาเลย แต่เป็นความทรงจำปลอมสร้างจากฟังเรื่องเล่าของพี่ชายอีกที หลายสิ่งกลับไปสืบค้นไม่ได้ เช่นความทรงจำเขาก่อนอายุ 18 เพราะแทบไม่ได้เก็บบันทึกหรือจดหมายใดไว้เลย
    • เมื่อหวนมาพิจารณาเขาก็รู้ว่าความทรงจำสำคัญหลายอาจไม่จริง เหตุการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง (pseudo-events) อาจเป็นเพียง Implanted Memory อันแนบเนียน แม้มันจะรู้สึกจริงมากๆ ก็ตาม หากเราเชื่อในสิ่งที่ไม่จริงและฝังมันเข้าไปแล้วอย่างสนิทใจ เครื่องตรวจเท็จก็จับไม่ได้
    • การลืมนี้เองอาจทำให้เกิดภาวะ Auto-plagiarism คือการที่เราพบไอเดียใหม่ที่จริงๆ ยืมมาจากตัวเองในอดีตที่เราลืมไป เราคิดพูดในสิ่งที่เราเคยคิด-เคยพูดไปแล้ว บางทีเราหยิบคำคนอื่นมาพูดเหมือนเราคิดได้เอง เพราะลืม source ไปแล้ว บางคนสร้างงานขึ้นมาโดยเชื่อสนิทใจว่าตัวเองคิดขึ้นมาเอง ก่อนมีคนจะพบสิ่งที่คล้ายกันก่อนหน้า ซึ่งเขาจดจำไม่ได้ว่าเคยได้รับรู้มาก่อนจนรับเอาไว้เป็นส่วนหนึ่งของเราเอง กระทั่งเชคสเปียร์ก็หยิบยืมบ่อยครั้งจากคนร่วมยุคตนเอง ส่วนเรื่องเล่าในประวัติศาสตร์นั้นเราสามารถรับรู้ได้ผ่านการเล่าของคนอื่นเท่านั้น การหยิบยืมเรื่องเล่าของคนอื่นจึงเป็นปรากฏการณ์ปกติที่เกิดได้
    • ความจริงของเรานั้นเป็นเพียง narrative truth คือเรื่องเล่าที่เราบอกตัวเองหรือคนอื่น คือเรื่องที่เราจัดเรียงใหม่สม่ำเสมอ ขัดเกลาใหม่ทุกครั้งที่เรานึกถึงหรือบอกเล่าใหม่ นี่คือธรรมชาติของความทรงจำ จนเราคิดว่าความทรงจำนั้นเป็นชิ้นเป็นอันและเชื่อถือได้
    • ไม่มีทางที่เหตุการณ์บนโลกนั้นจะถูกส่งตรงมาบันทึกไว้สู่สมองเรา โดยไม่ผ่านการมองและตีความของเรา นี่คือข้อจำกัดที่เรามี การเป็นมนุษย์จึงประกอบความทรงจำที่พร้อมจะร่วงหล่น ผิดพลาด เพี้ยนไปจากความจริงได้ทุกเมื่อ ความไม่สมบูรณ์แบบ ความบอบบาง ความผิดพลาดของความทรงจำจึงเป็นพื้นที่ว่างให้เกิดเรื่องเล่า จินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์
    • หากเราสามารถจำแนกทุกความทรงจำและทุกความรู้เราได้กับทุกต้นตอที่มา สมองเราคงรับและจดจำข้อมูลทั้งหมดไม่ไหว เต็มไปด้วยข้อมูลมากมายที่ irrelevant  
    • ความทรงจำจึงไม่ได้เกิดจากประสบการณ์ที่เราได้รับเท่านั้น แต่ประกอบกันจากการร่วมรักแลกเปลี่ยนกันระหว่างความคิด-จิตใจของคนจำนวนมากที่ประสบมัน
  • Mishearings ตอนนี้สั้นๆ เล่าถึงประสบการณ์หูเพี้ยนที่เกิดขึ้นในวัยชราของเขา ข้อสังเกตที่สมองจะพยายามชดเชยร่างกายที่สึกหรอไป พอหูได้ยินเสียงไม่ชัด ก็เกิดคำใหม่ๆ ที่แปลกเพี้ยนไป สมองสามารถตีความชดเชยจนเกิดความหมายใหม่ให้กับประสาทสัมผัสที่เสื่อมลง ความไม่พร้อมของร่างกายก่อให้เกิดสิ่งใหม่ๆ เป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจ
  • The Creative Self พลังงานความสร้างสรรค์อันเกิดจากการเตรียมตัว ฝึกฝน ผ่านประสบการณ์ในชีวิตสั่งสม การเลือกทางใหม่คือการพนันเพื่อเดินไปในทางที่ไม่เคยเดินที่อาจจะทำให้เสียเวลาเปล่า แต่แลกกับการได้ลองสิ่งใหม่ หลายครั้งความคิดสร้างสรรค์เกิดจากการไม่ทำ การอยู่เฉยปล่อยให้สมองว่างแล้วไอเดียใหม่ๆ ก็ปะทุผุดขึ้นมา
    • เวลาที่เว้นว่าง การลืม นั้นสำคัญต่อการมองเห็น insight ก่อให้เกิดความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (เขายกตัวอย่าง Henri Poince ที่แก้ปัญหาสมการนึงได้ยามที่เดินเล่นชมธรรมชาติ เราจึงปล่อยให้ตัวเองลืมให้จิตใจและสมองได้จัดการตัวเอง วางเรียงตัวเอง
  • General Feeling of Disorder ความรู้สึกไม่สบายที่เกิดขึ้นเมื่อมีโรคภัย พูดถึง Homeostasis ระบบประสาทที่คอยควบคุมชีวิตเราให้ดำเนินไปเป็นปกติ ตรวจสอบดูแลตัวเองให้แข็งแรงคงที่ Raph Waldo Emerson ผู้เป็นอัลไซเมอร์ในวัย 60 กว่า เมื่อถูกถามว่าสบายดีไหม เขาตอบว่า “ผมนั้นสูญเสียศักยภาพทางจิตใจไป แต่ร่างกายก็แข็งแรงดี”
    • ประสาทส่วนอัตโนมัตินี้ประกอบด้วย 2 ระบบที่ช่วยให้เราคงชีพ แข็งแรงปกติดี
      • Sympathetic เร่งการทำงานหัวใจและกล้ามเนื้อ หรือระบบ fight or flight กระทั่งทำให้หัวใจเต้นแรง ประสาทสัมผัสชัดเมื่ออยู่ในสถานการณ์เป็นตาย
      • Parasympathetic ลดการทำงานของหัวใจ ระบบหลังบ้านควบคุม ไต ตับ สร้างความผ่อนคลาย ทำให้หลับสบาย
    • เมื่อร่างกายเรารู้สึกไม่ปกติ ไม่สบาย เราจึงได้ความรู้สึกกระวนกระวายไม่สบายใจบางอย่าง เกิดเป็นความรู้สึกแปลกประหลาดที่อธิบายได้ยาก บางคนอาจรู้สึกสบายดีเกินไป หรือ eupheria ขึ้นก่อนเกิดไมเกรน บางคนรู้สึกว่าสมองนั้นระเบิดไปด้วยความคิดทางคณิตศาสตร์หลังจากอาการปวดหัวไมเกรนขึ้น
  • The River of Consciousness
    • Jorge Luis Borges บอกว่า “เวลาคือที่ประกอบขึ้นเป็นตัวเรา เวลาคือแม่น้ำที่พาตัวเขาไป และเขาคือแม่น้ำนั้น” การเคลื่อนไหว การกระทำ การรับรู้ ความคิด สตินั้นเกิดขึ้นในเวลา เราอยู่ในเวลา เราจัดการเวลา เราคือสิ่งมีชีวิตแห่งเวลา แต่เวลาที่เราอาศัยอยู่นั้นดำเนินต่อเนื่องเหมือนแม่น้ำของ Borges ไหม?
    • David Hume มองว่าจิตใจนั้นประกอบขึ้นจากกองของการรับรู้อันหลากหลาย มาประกอบกัน เปลี่ยนผ่านอย่างต่อเนื่อง ขยับเคลื่อนไม่หยุดยั้ง
    • ส่วน William James นั้นแนะนำคำว่า stream of consciousness  ซึ่งเขาสงสัยว่าสติการคิดของเรานั้นไม่หยุดยั้งหรือเป็นเพียงภาพลวงตา  เหมือนเครื่อง zeotrope ก่อนปี 1830 เราไม่สามารถสร้างภาพเคลื่อนไหวได้ มันจึงเกิดขึ้นจากการรับรู้การเคลื่อนไหวผ่านการมองดูภาพนิ่งแล้วนึกตาม ความรู้ที่เรามีอยู่เดิมทั้งอนาคตหรือปัจจุบันนั้นปนเปื้อนกับความรู้ของเรา ณ ปัจจุบันอย่างยิ่ง สำหรับ James ความรู้ที่มีอยู่ก่อน คือเป็นเชื้อโรคปนเปื้อนความทรงจำและความคาดหวัง  
    • การมองความคิดเป็นสายน้ำหลั่งไหลจึงไม่ถูกต้องครบถ้วน แม้ได้รับการยอมรับแพร่หลาย ความทรงจำนั้นไม่ได้เกิดขึ้นผ่านการเปรียบเทียบกับการมองด้วยตาเท่านั้น จริงๆ แล้วแต่และสมองนั้นได้อัดภาพนิ่งเก็บไว้ และเชื่อมต่อให้เกิดภาพเคลื่อนไหว สิ่งเหล่านี้ไม่มีคำตอบในยุคของนักคิดยุคนั้น
    • Oliver Sacks มีคนไข้ที่ไม่สามารถรับรู้ประสบการณ์เห็นภาพที่ต่อเนื่องได้ เขาเห็นเพียงแค่ภาพนิ่งที่กะพริบทีละเฟรม  ในหนังสือไมเกรน ผู้ป่วยได้เปรียบเทียบการมองเห็นของตัวเองว่าเหมือนหนังที่เล่นช้าไป ประมาณ 6-8 เฟรมต่อวินาที ทำให้เกิดการตั้งคำถามกับการเปรียบเทียบความคิดเป็นดั่งสายน้ำไหลตลอดเวลาต่อเนื่อง
    • จริงๆ แล้วสมองนั้น break up เวลาและความจริงออกเป็นเฟรมแยกจากกัน จากนั้นเราจึงประกอบขึ้นใหม่กลายเป็นสิ่งที่เคลื่อนไหวต่อเนื่องอีกรอบเมื่อนึกถึง เราไม่ได้รับรู้ความเคลื่อนไหวเหมือนหุ่นยนต์ เรารับรู้การเคลื่อนไหวเหมือนเรารับรู้สีและมิติ
    • แทนที่จะมองสมองเป็นสิ่งคงที่แน่นอนรันตามโปรแกรมเหมือนคอมพิวเตอร์ มนุษย์นั้นเลือกจดจำประสบการณ์ ภาวะการเลือกจำของสมองนั้นถูกเรียกว่าเป็น Neural Darwinism หรือ The Darwinism of Synapse เซลล์ประสาทนั้นเลือกจดจำเฉพาะสิ่งที่จำเป็นกับการดำรงชีวิต สติจึงเป็นกระบวนการมากกว่าวัตถุ เกิดจากการทำงานระหว่างเซลล์ประสาทในแต่ละกลุ่ม แต่ละพื้นที่ในสมอง ความทรงจำจึงไม่ถูกบันทึกเป็นชิ้นขึ้นมา แต่อุบัติเกิดขึ้นตรงกลางเมื่อเซลล์ประสาทเชื่อมต่อกัน
    • กบนั้นไม่มีสติจะสนใจและการจดจ้องมองโลกเป็นเหตุการณ์ กบไม่มีโลกของการมองเห็น หรือมีสติทางภาพในแบบที่เรารับรู้ เป็นแค่ระบบออโต้ที่ตรวจจับ เมื่อสิ่งที่คล้ายแมลงโผล่ขึ้นมาในพื้นที่การมองเห็น มันจะแลบลิ้นสนองกลับเพื่อกินแมลงนั้น ไม่ได้สอดส่องสายตาหรือสอดส่องมองหาเหยื่อของมัน
    • จิตใจของเราจึงมีภาพแบบ Proust  คล้ายเคียงกับภาพถ่ายแต่ละเฟรมแต่ร้อยเรียงกันเป็นกลุ่มก้อนของเหตุการณ์ snapshot เหล่านี้เรียงกันเป็นภาพเคลื่อนไหวในหัวเราจนเหมือนไหลดั้งแม่น้ำแบบ Borges กล่าว

แต่ละเรื่องอ่านแล้วกระชุ่มกระชวยจิตใจอย่างยิ่ง เหมือนมีแสงส่องใจ เมื่อมีความสนใจที่หลากหลาย จึงหยิบแง่มุมต่างๆ มาเล่า ผ่านชีวิตและประสบการณ์ที่เขาได้ซัมซับคัดกรองออกมาเล่า 

จิตใจและความทรงจำของ Sacks ที่ถูกร้อยเรียงเก็บไว้ เป็นดินแดนโปรดที่เราจะเข้าไปสำรวจได้ไม่รู้จบ สิ่งที่เรารักมากเกี่ยวกับ Sacks คือเขามองโลกในแง่ดีเสมอ แต่ไม่ใช่การมองโลกในแง่ดีแบบมองข้ามดีเทลและความซับซ้อนของชีวิตไป ความทรงจำของเขาเต็มไปด้วยเกร็ดผ่านการสะสมมากมายมาตลอดชีวิต แทรก insight และประสบการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกสดใสและชุ่มชิ้น จิตใจอันสดใสด้วยความสงสัยไม่มีที่สิ้นสุด

Zeotrope -  device that produces the illusion of motion from a rapid succession of static pictures


ในความไม่สมบูรณ์ ความผิดหลาด นั้นมีข้อดี ในโรคภัยเราได้เห็นการทำงานของร่างกายและสิ่งมีชีวิต ซ่อนไว้ผ่านการวิวัฒนาการตลอดหลายล้านปีที่ผ่านมา

มนุษย์และตัวตนของเรานั้นจึงเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เคลื่อนไหว ยืดหยุ่น เคลื่อนขยับและอุบัติขึ้นจากการกระบวนเชื่อมต่อและขึ้นกับ hardware และประสบการณ์ของเราอย่างแยกได้ยาก