Dark Lab Hedsod 4 Poster | Design Process

Work
Final Poster

แม้ฟังใจจะเป็นบริษัทที่ทำเกี่ยวกับดนตรีเป็นหลัก ทำทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เราก็ใส่ใจงานดีไซน์ เราจึงอยากจะแชร์กระบวนการทำโปสเตอร์ ’เห็ดสด’ ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 ให้กับทุกคนที่สนใจ และการทำงานชิ้นนี้ทำให้พวกเรารู้สึกโชคดีที่มีโอกาสได้ทดลองทำอะไรแปลก ๆ เพี้ยน ๆ หลังเรียนจบ

Process behind Hedsod Lab Poster

ทุกคนมักได้เห็นงานออกแบบที่สำเร็จเสร็จแล้วถูกนำเสนอสู่สายตาประชาโลกโดยที่ไม่ได้รับรู้ถึงขั้นตอนก่อนหน้าและเบื้องหลังอันเหนื่อยยาก ซึ่งผู้ชมก็ไม่ต้องรู้ก็ได้แต่อยากบันทึกเก็บไว้

กว่าจะมาเป็นเยลลี่ใสในแล็บมืดบน ‘โปสเตอร์เห็ดสด 4’

นักออกแบบไม่ใช่อาชีพพระเจ้า ที่ฝัน ๆ อยู่แล้วเนรมิตออกมาเป็นงานได้ ต้องล้มลุกคลุกคลาน มีกี่แบบที่ล้มไป มีกี่ทางที่ถอดใจ อกหักไปกี่หน จนได้มาเป็นชิ้นงานที่เห็นกัน

What is Hedsod Concert?

‘เห็ดสด’ เป็นงานคอนเสิร์ต จัดโดยฟังใจ จัดปีละ 2-3 ครั้ง มีไลน์อัพประกอบกันจากจาก ’วงใหม่ดาวรุ่ง ’+ ’วงดัง’ + ’วงเก่าหวนคืนกลับมา’ เพื่อให้ก้อนมหาประชาแฟนเพลงแต่ละภาคส่วนที่สนับสนุนเพลงไทยหลากหลายแนว มาแลกเปลี่ยน สำรวจรสนิยม และรู้จักกันและกัน ซึ่งหลายคนอาจจะเคยไปงานเห็ดสดมาก่อนหรือเคยได้ยินชื่อมาบ้าง

เนื่องจาก ’ฟังใจ’ ล้อมาคำว่าจาก’fungi’ อาณาจักรของ เห็ด รา ยีสต์ (อยากรู้เพิ่มเติมให้ไปอ่านเรื่องบริษัทเราได้ ที่นี่ [linkไป https://www.fungjai.com/about-us)) พอเราจัดงานคอนเสิร์ตสด ก็เลยตั้งชื่อว่า’เห็ดสด’ ฟังดูไทย ๆ แสบ ๆ คัน ๆ บ้าน ๆ กวนตีนนิด ๆ ไม่วางมาด

ทุกครั้งที่มีเห็ดสดครั้งใหม่เกิดขึ้น ทีมออกแบบและอีเวนต์ก็ร่วมกันระดมสมองตีความคำว่า “เห็ดสด” ออกมาเป็นหลากหลายทางว่า เห็ดสด+อะไรดี ไม่ว่าจะเป็น ‘เห็ดสดในป่ารกชื้น’ ‘เห็ดสดจากฟาร์ม’ ‘เห็ดสดในซุปเปอร์มาร์เก็ต’ ‘เห็ดสดดิบ’ ฯลฯ ซึ่งคราวนี้เราเลือกธีม ‘เห็ดสดจาก Lab’ มาทำเพราะน่าจะเข้าใจง่ายและชัดเจนที่สุด (ทุกอย่างดูง่ายและเป็นไปได้ไปหมดยามมโน)

Previous Posters

Key Visual ของโปสเตอร์นี่เราวางไว้ว่าจะถ่ายรูปสด ๆ ด้วยพื้นฐานของความเป็นโปสเตอร์งานคอนเสิร์ต ฟังก์ชันสำคัญของโปสเตอร์คือต้องเน้นชื่อวงที่อ่านออกได้ง่าย Typographic จึงมีความเน้นคำมาก ๆ ความสนุกคือเราจะมีวิธีแสดงชื่อวงเหล่านี้ออกมาอย่างไร ลองมาดูโปสเตอร์เห็ดสดครั้งเก่า ๆ กันเพื่อให้เห็นภาพ

Previous Posters

เห็ดสด 4: เห็ดสดจากแล็บ

เมื่อสำรวจ Line Up เห็ดสดรอบนี้ โดยรวมแล้วมีความดาร์ก ลึกลับ เจือเศร้า เราจึงได้คุยกันว่าโปสเตอร์คราวนี้ต้องออกมามืด ๆ น่าค้นหาหน่อย หลังจากโหวตกันอย่างดุเดือด สรุปว่าจะใช้ Keyword เป็นธีม ‘ห้องทดลองวิทยาศาสตร์’ ชวนให้มาเพาะพันธุ์ดนตรีแปลกใหม่กันเถิดนักฟังชาวไทย โดยศิลปินจะเป็นสปอร์ในแผ่นแก้ว อยู่ในห้องแล็บมืด ใช้แสงน้อยแต่ดูไม่ EDM ตึ๊ด ๆ จนเกินไปเพราะจะผิดกลุ่มเป้าหมาย (ขอโทษด้วยนะตี๋ ​EDM) ความเป็น’ฟังไจ’ ของฟังใจก็เกี่ยวข้องกับบทเรียนชีวะสมัยมัธยม สอดคล้องกันดี

Key Visual | ภาษาภาพที่เราอยากจะสื่อ

Key Visual ก็คือภาพสำคัญที่เราต้องการและมีปลายทางร่วมกัน ก่อนที่จะคิดไปไกล เราต้องมาคุยกันคร่าว ๆ ให้ชัดเจนว่าปลายทางของเราจะประมาณไหน ไม่ให้นอกลู่นอกทางแบบอยู่ ๆ ทดลองแล้วหลุดทะเลไปไกล แถมจะได้ไม่ตีกันตอนหลัง (งานนี้สันติมาก ขอบคุณ ’ตุล’ ผู้ใจเย็นดั่งสายนํ้าไหล) KV Direction นี้นำมาใช้ในการช่วยตัดสินใจในโลกที่มีความเป็นไปได้มากมาย

จากนั้น ทีมกราฟิก ประกอบด้วยทรายและตุล ก็แยกกันไปเสาะหา reference และตกผลึกทางความคิด ว่ามีวิธีไหนบ้างที่จะสื่อความเป็นแล็บวิทยาศาสตร์ สรุปมาเป็น 4-5 วิธีที่แลดูมีความเป็นไปได้ แล้วมาแลกกันดู

ถ้าโลกนี้มีเวลาไม่จำกัด เราก็อยากจะลองทุกทางที่เราคิดมา แล้วก็ออกไปสำรวจโลกจริงเลย เราไปศึกษาภัณฑ์และร้านอุปกรณ์เบเกอรี่ เพื่อดูความเป็นไปได้ของวิธีต่าง ๆที่จะทำ พบว่าเครื่องแก้วทดลองมันแพงมาก ๆ ชิ้นละ 400-2,000 น่าจะเกินงบ (Function follows finance นาจา)

สุดท้ายเราก็เลือกธีม Dark Lab เพราะเข้ากับธีมของวงไลน์อัพที่ลึกลับน่าค้นหามากที่สุด แล้วตัดสินใจใช้ execution ตัวอักษรวงทำมาจากเยลลี่ใส ๆ เหมือนสารกึ่งนิ่มกึ่งแข็ง บนแผ่นแก้วใส ที่น่าจะนำเสนอความเป็นแล็บได้โดยไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์แล็บ (ที่แพงมาก) หลายชิ้นเกินไป ประกอบกับถุงมือทดลอง และสีไฟสลัว ๆ น่าจะได้ภาพห้องแล็บที่มีความลึกลับอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ได้ดี

Key Elements

Alphabet Mold

การหาพิมพ์อักษรไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ส่วนมากจะเป็นอักษรสำหรับเบเกอรี่ ใช้ทำช็อกโกแลต หรือคุกกี้แบบกลมมน แบ๊ว ๆ ใส ๆ สไตล์เบเกอรี่สาวหวานแม่บ้านคาวาอี้ ซึ่งถ้ามาใช้กับความเป็นแล็บมืดของเราแล้ว สารและความรู้สึกดาร์กที่จะสื่อน่าจะพังทลาย สุดท้ายเราไปพึ่งร้านขายอุปกรณ์เบเกอรี่ (ที่อยู่แสนไกล) ที่มีพิมพ์อักษรให้เลือกหลายแบบ เป็นวัสดุซิลิโคนยืดหยุ่น ซื้อมาสามขนาดเพื่อลองสามแบบ

ท้ายสุดพวกเราเลือกพิมพ์ชุดตัวอักษรที่ใหญ่สุดเป็นแบบ condesne bold เพื่อประหยัดเนื้อที่แนวขวาง เรียงตัวเป็นคำได้สวย มีโอกาสรอดมากที่สุด พังยาก โครงสร้างตัวอักษรไม่บอบบางเกินไป ต้องแข็งแรงต่อการแกะออกจากพิมพ์ มีความ Bold และอ่านง่าย เพราะเดี๋ยวมันจะต้องโปร่งใส

Available Alphabet Mold from Bakery Supply Store

Gelatin Alphabet

การหาพิมพ์อักษรเจอนี่ดูเหมือนจะรอดแล้ว แต่จริง ๆ เรายังต้องทดลองต่อว่าการสร้างอักษรใส ๆ ดึ๋ง ๆ นั้นควรเลือกวัตถุดิบอะไรถึงจะเหมาะที่สุด

รูปแบบตัวอักษรที่เราอยากได้ต้องโปร่งใส แสงลอดผ่านได้ ยืดหยุ่น ไม่ละลาย เก็บไว้ได้หลายวันในตู้เย็น ต้องไปเสิร์ชนั่งดูวีดีโอการทำวุ้นและเยลลี่ พบว่าสามารถทำได้หลายวิธีทั้งจากผงวุ้นที่มาจากเจลาตินกระดูกสัตว์ หรือผงวุ้นแบบ agar ที่ทำวุ้นมะพร้าว วุ้นกะทิเป็ด ซึ่งสัมผัสก็จะต่างกัน ความหนืด การความแข็งตัวก็ต่างกันด้วย

เราต้องทดลองละลายผงกับนํ้าร้อน หาสัดส่วนที่เหมาะสม หากสาระละลายจางไปเยลลี่ก็จะแข็งตัวช้าหรือไม่แข็งตัวเลย แต่ได้ตัวอักษรที่ใส แกะออกจากพิมพ์แล้วพังไปก็มาก เละไปก็เยอะ จนได้สูตรว่าใช้นํ้าร้อน 100 กรัม ต่อผงเจลาติน 3 ช้อน จะได้ไวที่สุด ไม่ข้นเกินจะคน แข็งได้ในเวลาไม่เกิน 1-2 ชม. (รู้สึกถึงจิตวิญญาณความเป็นนักทดลองตัวจิ๋ว และแม่บ้านช่างสังเกตไปพร้อม ๆ กัน) ด้วยความรีบของโปรเจกต์ เราต้องยอมให้เยลลี่เจือสีเหลืองด้วยเจลาตินเข้มข้นชนิดที่แดกไม่ได้ มีกลิ่นเหม็นอับแปลก ๆ (มันทำมาจากระดูกสัตว์เลยคาวมาก ๆ) แล้วไปลดสีด้วยการจัดแสงและการรีทัชเอาภายหลัง

Process of making the Jelly Transparent / How much is too much gelatin?
Testing on transparent surface

Light and Set Experiment

เมื่อได้อักษรเยลลี่ใสที่น่ารักแล้ว เราก็ต้องคิดต่อไปว่าจะทำยังไงให้อยู่ด้วยกันรอดด้วย เพราะสำหรับงานออกแบบที่ดี Good work is more than a sum of its parts เราก็กลับไปดู reference และอุปกรณ์ไฟที่เรามี เราก็ทดลองแสงแบบต่าง ๆ

‘น้องตั๊ง’ น้องฝึกงานเสนอไอเดียว่าลองส่องไฟให้แสงลอดผ่าน จริง ๆ มันเท่มากและดูลํ้า experiental มาก แต่มันอ่านยาก โดยเฉพาะเมื่อมีชื่อเจ็ดวงเรียงกัน แล้วจะมีเงาด้วย ทำให้ฟังก์ชันไม่ตอบสนอง ก็ต้องยอมถอดใจ เราลองส่องไฟแบบต่าง ๆ ลองวางในแนวตั้ง ลองวางสองแกน วางบนจอทีวี ปรากฏว่าอ่านยากเกินไป ลองส่อง Black Light แล้วเจลาตินกลายเป็นทึบขุ่นไปเลย ฯลฯ  

จากการลองมาหลายวิธีก็พบว่าไฟที่มีอยู่ไม่เหมาะ เลยไปซื้อไฟ LED หลอดและ LED เส้นสีขาวมาเพิ่มความสว่าง เรามีตัวอย่างมาให้ดูกันเล่น ๆ เผื่อใครจะเอาไปต่อยอดก็ไม่หวง แต่เอามาอวดด้วยว่าพอเอาไปทำต่อแล้วดีกว่าที่เราทำ

Light Testing

Production

เราทดลองจนถึงวันสุดท้ายเท่าที่มีโอกาส สรุปว่าเราจะถ่ายบนกล่องใสที่ใส่ไฟ LED สีขาว และขับแสงด้วยหลอด LED สีนํ้าเงินให้ดูสังเคราะห์ลึกลับ ไม่เรืองแสงเกาะพงัน และต้องไม่ EDM จนเกินไป​ (ขอโทษอีกทีนะตี๋ EDM) เราเพิ่มเติม Prop และถุงมือทดลองสีขาวแนบเนื้อ และเพิ่มสารละลายเยลลี่เหลว ๆ ประกอบไปใน Layout เยลลี่ให้รู้สึกว่ากำลังมีการทดลองเกิดขึ้น ไม่ใช่แค่การจัดวางที่แข็งนิ่งเกินไป มือนางแบบได้ ’เค้ก’ เจ้าหน้าที่ด้านการตลาด และ ’ตุล’ มาร่วมฉาก โดยขอให้ ’หนึ่ง’ ช่างภาพและวีดีโอของบริษัทกับ ‘จอม’ น้องฝึกงานมาช่วยถ่ายให้ เมื่อได้ภาพออกมาเป็นที่พอใจ บางอย่างก็ยังอ่านยาก มีความไม่สมบูรณ์ของฉากที่เราใช้ และเนื่องจากสื่อหลักที่เราจะใช้โปรโมทคือ Facebook Page และ Event Page เลยทำให้ต้องมีแนวนอนและแนวตั้ง และสามารถ Crop เป็นจตุรัสได้ด้วย

ด้วยความไม่สมบูรณ์ของฉากและไฟที่ควบคุมยาก และอักษรเจือสีเหลือง เมื่อถ่ายเสร็จ เราจึงขอให้พี่เป็ด (นภรณ กาญจนสมวงศ์) เทพรีทัช อดีตกราฟฟิกดีไซเนอร์ฝึกงานอาวุโสมาช่วยเรารีทัชให้ภาพเป็นดังที่เราจินตนาการไว้ จากนั้นตุลก็เป็นคนจัด Final Layout ออกมาเป็นโปสเตอร์อย่างที่เราเห็นกันนี่แหละ 🙂

Budget Summary

  • ราคาอุปกรณ์เยลลี่ ผงเยลลี่และแม่พิมพ์ที่ซื้อมาลอง 1,200 บาท
  • กล่องใสอะคริลิกสั่งทำ 1,100 บาท
  • อุปกรณ์แล็บ+ถุงมือยาง 1,000 บาท
  • ราคาไฟ LED 800 บาท (ใช้กับงานคอนเสิร์ตฟังใจมันต่อได้ด้วย)
  • เวลา 2 สัปดาห์ (ไม่ได้ทำทุกวันและทั้งวัน เพราะมีช่วงที่ต้องรอเยลลี่แข็งตัวด้วย)

——-

Final Visual Before Making Poster

Retrospective

นักออกแบบทุกคนต่างมีวิธีคิดและการทำงานที่แตกต่างกัน ฟังใจเราทำวิธีนี้ที่อาจจะถูกหรือผิดก็ได้ แค่อยากแชร์ประสบการณ์ของอาชีพเราให้น้อง ๆ เพื่อน ๆ พี่ ๆ ได้แลกเปลี่ยนความรู้กัน งานคราวนี้เป็นการทดลองทั้งทางภาพและกระบวนการเบื้องหลังจริง ๆ นั่งคำนวณสารละลาย และจับเวลา มีตัวแปรต้นตัวแปรตามกันวุ่นวาย สนุกและเนิร์ดมาก

‘เห็ดสด’ เราตั้งใจทำทุกขั้นตอน แม้บางคนจะบอกว่าโปสเตอร์แม่งไม่สำคัญหรอก แค่ไลน์อัพเทพก็รอดแล้ว แต่เราเชื่อว่าถ้าเราตั้งใจทำอะไร จะมีคนเห็นและรู้สึกได้ว่าเราใส่ใจและแคร์เขาทุกขั้นตอน คอนเสิร์ตไม่ได้เกิดขึ้นแค่วันงาน แต่คือประสบการณ์ก้อนรวม ตั้งแต่ก่อนออกจากบ้านไปซื้อ จนกระทั่งได้ไปงาน กลับบ้านไปตื่นเช้ามาก็ยังเปิดฟังเพลงต่อเพราะอารมณ์ค้าง

เราตั้งใจตั้งแต่เลือกวง เลือกภาษาและภาพที่จะใช้ให้เหมาะสม ขี้เล่นแต่ก็จริงจัง แล้วมาพบกันที่เห็ดสด 4 เพื่อเฉลิมฉลองห้องทดลองทางดนตรี เพื่อให้เสียงเพลงที่แตกต่างหลากหลายมีคนสนับสนุนและอยู่รอด

หวังว่าทุกคนที่อ่านจะได้ประโยชน์จากการทดลอง ที่มีทั้งความผิดพลาดและการเรียนรู้สิ่งใหม่ของเราไม่มากก็น้อย อย่างน้อยใครก็ตามที่ได้รับมอบหมายให้ทำโปสเตอร์เห็ดสด 5 คงต้องมาอ่านเพื่อระลึกชาติว่าเราทำอะไรลงไป

  • Design & Art Direction: ‘ทราย’ พิชญา โชนะโต และ ‘ตุล’ ตุลยา ตุลย์วัฒนจิต
  • Photograph: ‘หนึ่ง’ หนึ่งบุรุษ บุตรชัยงาน
  • Retouch: ‘เป็ด’ นภรณ กาญจนสมวงษ์
  • Hand Model: ‘เค้ก’ สุธาวี ถนอมบูรณ์เจริญ

humans encounter as phenomena ☀️

Quotes / References

จงมองคนให้เป็นปรากฏการณ์ มองอย่างเป็นกลาง เหมือนเรามองดาวหาง หรือสังเกตชนิดพืชพรรณ มีคนทุกแบบบนโลกนี้ คนที่หลากหลายทำให้ชีวิตอุดมสมบูรณ์และน่าสนใจ ทำงานกับสิ่งที่เขาให้เราได้ แทนที่พยายามจะเปลี่ยนเขา ทำให้เกมการเข้าใจคนเป็นเรื่องสนุกเหมือนการไขปริศนา

นี่คือความขบขันแห่งการเป็นคน มนุษย์นั้นไร้เหตุผล คุณก็เหมือนกันแหละ ยอมรับมันให้ได้

— The Law of Human Nature | Robert Greene

on conquering the nature and false pride

Essays / Writing
Image from page 192 of “Mount Everest, the reconnaissance, 1921” (1922) Library of Congress

ผู้พิชิตเขาเอเวอเรสต์ลงรูปตัวเองพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก โบกธงไปมาอย่างภาคภูมิใจ หยิบรูปคนรักขึ้นไปด้วย ในความเป็นจริง พวกเขาส่วนใหญ่ถึงยอดเขาได้โดยมีผู้ช่วยแบกหามและนำทาง คือชาวชนเผ่า Sherpa พวกเขาแบกของ แบกถังอ็อกซิเจน ทำอาหาร เตรียม basecamp ผูกเชือกให้ปีน กางเต๊น ช่วยดึง ช่วยผลัก จนคนไปถึงยอดได้


Sherpa มีสรีระพิเศษ ปอดใหญ่เพราะอาศัยในแถบหิมาลัยที่อากาศเบาบางมาหลายชั่วอายุคน เดินเขาวันละหลายชั่วโมง มีโรงเรียนฝึกไกด์ให้ช่วยชีวิตคนได้ แต่เขาไม่ใช่ superman พวกเขาคือมนุษย์ที่ไม่มีทางเลือกมาก ทุกซีซั่นการปีนเขาพวกเขาต้องหายไปจากบ้าน 4 เดือนอยู่ในเขาสูงอันตราย ทำเพื่อเก็บเงินไปทำอย่างอื่น


การเป็น Sherpa นำทางเสี่ยงอันตรายมาก พวกเขาเสี่ยงกว่าคนที่จ่ายเงินไปปีนหลายเท่า มีอัตราการตายสูง แต่ต้องพวกทำ คนทั่วโลกที่ไม่มีประสบการณ์อยากถึงยอด ใช้เงินช่วยลดความเสี่ยง ลดภาระ แต่ทุกคนอาจภูมิใจในตัวเองที่พิชิตยอดได้ แต่ Sherpa คือเบื้องหลังความสำเร็จนี้ที่มักไม่ถูกพูดถึง


ในประวัติศาสตร์การปีน มีคนตายไปประมาณ 200 กว่าและศพส่วนใหญ่ยังอยู่ที่นั่นเพราะ logistics มันเอาลงมายากื ร่างกาย 80 กิโลจะกลายเป็น 150 โลเมื่อแข็ง แถมจะผนึกติดกับหิมะต้องขุดออกมา ทุกกิจกรรมที่ใช้แรงเสี่ยงอันตราย เพราะหากแรงหมดจะลงมาไม่ได้ ใน death zone ที่อากาศเหลือเพียง 33% เปอร์เซ็นต์ อะไรก็เกิดขึ้นได้ การหล่นล้มเพียงครั้งอาจทำให้ชีวิตฉิบหาย


มีชื่อเรียกอาการที่เรียกว่า summit fever อาการไข้ของการใคร่ไปถึงยอด เมื่อผู้อยากพิชิตตัดสินใจอย่างไม่มีเหตุผล ไม่รู้ลิมิต ยอมเสี่ยงทุกอย่างเพราะจะถึงยอดแล้วอีกนิดเดียว
ยอดเขาเอเวอเรสต์จึงกลายเป็น openground ฝังศพสาธารณะ ศพแช่แข็งมาตั้งแต่ปี 1924 ของ george mallory ยังเพิ่งถูกค้นพบในปี 1999 คนบางคนเผลอนั่งพักแล้วไม่ได้ลุกขึ้นมาอีกเลย เมื่อคนขึ้นไปมาก มีขยะมากมายจากนักท่องเที่ยว บางศพได้กลายเป็น landmark ให้คนที่ไปปีนได้รู้ซึ้งถึงความเสี่ยง จนต้องมี big cleaning ซึ่ง sherpa ต้องเสี่ยงชีวิคขึ้นไปเพื่อเก็บขยะ


มีคนบอกว่า สิ่งที่ทำยากกว่าพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ในสมัยนี้ คือพิชิตยอดเขาโดยที่ไม่ต้องประกาศให้โลกรู้ คนที่จะไปปีนเขาสูงที่อันตราย ควรรู้ความเสี่ยง ฟิตร่างกายให้แข็งแรงที่สุด รู้ลิมิตตัวเอง ยอมแพ้ถ้าไม่พร้อม และต่อให้เก่งแค่ไหนหายนะทางธรรมชาติก็เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อเมื่ออ็อกซิเจนน้อย และมีพายุหิมะ หิมะถล่มได้ทุกเมื่อ


บางคนฟิตมาหลายเดือน เก็บเงินหลายปี ลำบากหลายวัน ไม่อยากจะพลาดโอกาสที่จะสำเร็จอะไรสักอย่าง เพื่อฆ่าเช็คลิสต์ที่มีติดค้างในใจ


โลกก็เป็นเช่นนี้ไม่ใช่เหรอ หากวันใดที่คุณขึ้นถึงยอดเขาได้ จงระลึกกว่าจะถึงยอดมีคนช่วยเรา เสี่ยงแทนเรา และลำบากแทนเรา บางครั้งเราจ่ายเพื่อลดความเสี่ยง ให้คนที่โชคร้ายกว่าที่เขาเลือกไม่ได้ ในฐานปิระมิดของชนชั้น ความสำเร็จไม่เคยเป็นของเราคนเดียว
คนส่วนมากที่ปีนเอเวอเรสต์ตายตอนลง เพราะเขาทุ่มเทแรงทั้งหมดเพื่อจะขึ้นไปบนนั้นให้ได้ แต่ไม่ได้เผื่อแรงตอนลง ⛰

George Mallory (midden, met cirkel rond het hoofd) en andere leden van de Engelse expeditie die in 1924 als eerste de top van de Mount Everest wilde bereiken. Mallory verloor zijn leven bij de expeditie.


ภาพ: George Mallory ผู้พยายามพิชิตยอดเขาคนแรกในปี 1924 และตายลงคนแรกด้วย ร่างของเขาถูกพบในปี 1999 ฝังอยู่หิมะ สีขาวโพลนเพราะถูกฟอกด้วยแสงแดดหลายสิบปี ในยุคเขาเทคโนโลยีและวัสดุการปีนเขาคือแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะรอดชีวิต ที่ศพไม่มีกล้องภาพถ่าย จึงเป็นที่ถกเถียงว่าเขาตายตอนลงมาหรือไม่ แต่สำหรับบางคน การลงมาได้โดยมีชีวิตคือการพิชิตเขาได้แท้จริง

28: me vs nature / i lost 🗻💪

Journal

I turn 28 lately. I went to Krabi to see Saran, my middle school friend, who is a doctor in a rural area of Krabi. I went hiking with him.

We came to see each other recently after many years of no contact. We had so much to catch up about. He’s still my geeky nerdy serious friend.

We talked about Acheulean ax, the Genesis object of mankind. He’s brought some slate rocks for me from somewhere in Krabi. I dig the story, he sticks to the stone and the object. Talking to him, I really miss science and geology class in high school.

When he asked me to visit Krabi, I said yes without knowing much of the details. I just want to be more active and I was bored.

He told me to run a 10k first. and I did. But running 10k can’t compared to climbing up a mountain. I learned it in a hard way.

People asked me why I went hiking. I’m a fan of human invention and technology who really love how human progress. I never give a fuck about getting to the peak of a random landscape. I don’t like outdoor. It was out of my character.

I just wanted a birthday out of town like Jodie Foster. I just want to get out of the screen and electrically-wired life to get some air, refresh and think. I’m glad I did go.

First, we went to the sea at Railey Beach. Saran taught me fundamental climbing technicque. It was a brief climbing. We got to the top to the viewpoint in 45 mins.

At the beach, Saran got some injury on his leg, cut his artery, but he remained calm. I have fear of blood. I had some fun climbing rock. Being a doctor, he always had some fun fact and tips about the human body, health like a walking webMD. He has to be out here alone and He knows so much about the physical world while I’m so dumb.

Up the mountain: off the civilization

When Saran invited me to go up the mountain, I said yes reluctantly, out of curiosity. I did trekking a bit in Vietnam and Phillippines. But it was so basic, easy and touristic. At this time, there is no facilities and the risk is real.

I tried to run regularly to get fit. Turns out I was not fit enough. On first 20% of the mountain track, I gave up. Anyway, he helped me to the top and way back to the world. I have no pre-existing knowledge of camping in the wild. Never felt so incompetent and stupid. He cut some wood along the way to help me balance body and not fall too easily.

Saran gave me a brief lecture before and sent me a presentation of how to prepare for hiking. I bought all the stuffs. But that’s the theoretical part. I felt so useless and incompetent. My survival skill in the real world is lacking.

I didn’t give a fuck about getting to the top. I just want to survive with enough water and no serious injury. My goal was humble but it seems to difficult at that time. I know my friend won’t leave me even I asked him to leave me somewhere.

looking from afar. the top looks cute. but the trail was tough.


Fact: Phanom Mountain is 1.3 km in height. Highest in Krabi Province. It takes around 6 hours or 8 km on foot up to the top. Good for 2-3 days trip. We had to carry everything. No facility, no internet.



A lady at her 50s she’s even more healthy than me ! 

We set up camping on the top flat part. Other people set up the fire. I was too tired.

Climbing up a rocky fall. Knowing which stone I could land on was new thing for me.

I got lots of small injuries and scares. I’m still recovering. This is good evidence my body is weak. I really hope I get better. It will take time. But life is long. Relax and optimize.

Before the trip, I wrote about a word: Ungoogleable in a day. I rely on the internet for most of my life since very young. Now I’ve learned what is ungoogleable, when I was in out of nowhere with no internet access and I was unsure which path to take and i wondered if I will survive and get out of that mess in the wild.

I got cut a bit from some piece of wood in the woods.

Rural lifestyle: choices don’t exist

On those couple days, he is my personal trainer. He is totally different from me. He is so good with the 3-dimensional world. He did triathlon, marathon. Being a rural doctor required strength in mind and body. Work hour is long and stress is tough.

His home only has items of necessities. Like he moved in a week ago, but he moved there a couple years ago.

I came to realize that my career doesn’t exist outside the city. My occupation is so unnecessary, I’m the luxury item of late capitalism. I thrive on unmet needs and unnecessary desire and service for insatiable clients. It’s so good getting out of my comfort zone and social circle.

The rural hospital doesn’t smell like a large city hospital. People are sick and tired in the same way.

In rural, When you’re a doctor, you’re a doctor everywhere, off and on the uniform, outside of the hospital. He saved my life but as an occupation, he saved and helped many. I still can’t think of a way to pay him back. I can pay for his coffee for the rest of life but I still feel like I owe him.

He will be forever my childhood friend who is so weird and intelligent, who is so good at math and physics. He has grown a lot. He saved my life but with his occupation, he saved and helped many. I still can’t think of a way to pay back. I can pay for his coffee for the rest of life but I still feel like I owe him.

I’m just a weak spoiled kid who is self-centered. I take everything for granted. With the help of my friend, I survived and did it. But guilt is tremendous. I wanted to become stronger.  I live an easy life because of human progress and all the technology. 

Everything is invented.
Language.  Childhood.  Careers.
Relationships.  Religion.
Philosophy.  The future.
They are not there for the plucking.
They don’t exist in some
natural state.
They must be invented by people.
And that, of course, is a great thing.
Don’t mope in your room.
Go invent something.
That is the American Message.
Electricity.  Flight.  The telephone.
Television.  Computers.  Walking on
the moon.  It never stops.

– Maira Kalman (And the Pursuit of Happiness)

Imagine someone like me who always embrace the indoor world, internet culture, to leave my room of comfort for a while. I get used to having options. This really changes me inside fundamentally. The nature is so vast. The sun is god, as William Turner said.

In two days, I have learned a lot. I came to realize that life is long. No hurry and no worry. I hope I will become stronger mentally, and physically. Lots of change are coming. 🔥 Being human is so fluid. You won’t know what you will do next.

Writing a CV with Identity Crisis

Journal / Others / Writing

I’m updating my CV and resume after a while just in case. I just want to write it out and summarize who I am at work side. It’s not really a crisis.

I’ve learned that I’m an outsider of every industry; tech, design, art or editorial. I hope it is sweet and fine at the intersection. I hope the magic happens. I’m a salad of many roles with some mix of skillsets I acquired along the way. I’m just room temperature water that will fit any container shape.

I worked for 4 years now. Looking back, I just did and tried what my job leads me to. The result is I never feel like an expert on any particular subject. That might be correct to feel so because I’m still young and inexperienced.

I don’t feel lost or desperate for precise definition. It just gets confusing when I introduce myself to new people. We will transform in a very changing, chaotic and fluid landscape of work life.

Lots of unknown factor for the upcoming future, I can’t pretend I figure it all out. But I’m not anxious. I’m just curious and confused.

It’s been fun and I have been very lucky. I’m willing to do more, know more and learn more. It’s a long long way to go.

🙂