13th เราล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ของประวัติศาสตร์

Others

เวลาดูข่าวเราเห็นเหตุการณ์และภาพ ทุกการปะทุและความรุนแรง มีเหตุที่เกิดขึ้นก่อนหน้า ความเกรี้ยวกราดโกรธแค้นจากการถูกกดทับเป็นเวลานาน หากสงสัย สิ่งที่เราทำได้ก็คือ educate ตัวเราเองในประเด็นนั้นๆ ดูสารคดี อ่านหนังสือ เรียงความ ปรับความเข้าใจของเราก่อน

วันนี้ว่างเลยดูสารคดี netflix ชื่อ 13th ว่าด้วยการเหยียดผิว ระบบเรือนจำ ความอยุติธรรมในอเมริกา คนดำถูกทำให้ดูเป็นอาชญากร ถูกยิงและถูกฆ่าทั้งที่ยังไม่ได้ถูกพิสูจน์ว่าผิดจริง ถูกเลือกปฏิบัติ ถูกกระทำรุนแรงเกินกว่าเหตุจากเจ้าหน้าที่รัฐมาตลอด บางรัฐมีกม.ยิงป้องกันตัวได้หากรู้สึกถูกคุกคามแม้ไม่มีอาวุธ คนดำถูกสื่อโหมภาพทำให้ดูเป็นสัตว์ร้าย คนค้ายา นักข่มขืน ผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมตกทอดมายาวนาน

สารคดีได้พาย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยเลิกทาส ซึ่งสั่นคลอนระบบเศรษฐกิจของรัฐทางใต้อเมริกาอย่างมาก แต่การประกาศเลิกทาสนั้นมีช่องว่างให้รัฐแสวงประโยชน์จากแรงงานนักโทษในเรือนจำได้ เกิดนโยบายสงครามกับยาเสพติด ทำให้เกิดสิงที่เรียกว่า mass incarceration หรือกระบวนการทำให้เกิดอาชญากรมากเกินจริง เพื่อแสวงประโยชน์จากแรงงานฟรีของนักโทษ ถูกตามล่า ถูกแขวนคออย่างทารุณ

จนถึงยุคปัจจุบัน อเมริกามีนักโทษมากถึง 25% ของจำนวนผู้ต้องขังทั้งหมดในโลก ธุรกิจเรือนจำมูลค่ามหาศาลที่ใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ อเมริกามีนักโทษในเรือนจำเป็นจำนวน 25% ของทั้งโลก ผู้ชายผิวขาวมีโอกาสเพียง 1 ใน 17 ที่จะเคยติดคุกในขณะชายผิวดำเคยต้องเข้าคุกมากถึง 1 ใน 3 ในช่วงชีวิตเขา เวลาดู stand up comedy มักมีมุกตลกดาร์กๆ ว่าการเกิดเป็นคนดำ โหมดปกติคือโหมดเอาตัวรอดให้มีชีวิตปลอดภัยและไม่โดนจับทั้งที่ยังไม่ทำอะไรเลย

หนัง The Birth of Nation (1915) แสดงภาพคนดำเป็นผู้ร้าย คนอันตราย ต้องถูกล่า ชำระบาป

แต่การจำคุกจำนวนมากถึง 97% เกิดจากการที่ผู้ต้องหายอมต่อรอง Plea Bargain คือติดคุกไปก่อนโดยไม่ไปสู้ถึงชั้นศาลด้วยซ้ำ ซ้ำยังไม่มีเงินประกันตัว และหวาดกลัวโทษที่แรงและยาวนานกว่าหากไปต่อสู้ในชั้นศาล

เมื่อมีการติดคุก โอกาสทำมาหากิน และอิสรภาพของพวกเขาหายไป นักโทษกลับสู่สังคมได้ยาก ถูกตัดอนาคต สิ่งที่ตามมาคือครอบครัวและลูกของพวกเขาต้องติดอยู่ในวังวนซึ่งอย่างหลุดพ้นได้ยาก

ทังหมดนี้คือปัญหานี้มันซับซ้อนมากๆๆๆ ถูกระบบกดทับอย่างยาวนาน นักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนอย่าง Martin Luther King Jr. หรือ Malcolm X ล้วนถูกจับตาโดย FBI ถูกลอบสังหารและถูกทำให้เป็นผู้ร้ายของรัฐ ความอยุติธรรมนี้ดำเนินมาเรื่อยๆ จนเกิดความเคลื่อนไหว #BLACKLIVESMATTER ที่เราเห็นกันอยู่

ชวนให้ดูหนังเรื่องนี้เพื่อไปสัมผัส และไปรู้สึกก่อนเพื่อเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้น มันมีที่มาที่ไป

The Opposite of Criminalization is Humanization สิ่งที่ตรงข้ามการทำให้เป็นอาชญากร คือการระลึกรับรู้ถึงความเป็นมนุษย์ มองเห็นความซับซ้อนของคนที่ถูกทำให้เป็น ‘คนอื่น’ ว่าเขาเป็นคนเท่ากัน ซับซ้อน บอบบาง ไม่ต่างไปจากเรา

ชอบมากคือเล่าเรื่องสลับด้วยเพลงแรปที่พูดถึงอาชญากรรม ยาเสพติด นโยบายที่เลือกปฏิบัติ การถูกคุมขัง ถูกลดทอนความเป็นมนุษย์ และการถูกกระทำอย่างคับแค้นคั่นตลอดเรื่องเลย

ประวัติศาสตร์มิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยอุบัติเหตุ คุณคือผลิตภัณฑ์ของการเลือกโดยบรรพบุรุษของคุณ หากคุณเป็นคนขาว และคุณคือผลิตภัณฑ์จากสิ่งที่โคตรเหง้าคุณไม่ได้เลือก หากคุณเป็นคนดำ ตอนนี้เรามาอยู่ร่วมกัน เป็นผลิตผลของตัวเลือกเหล่านั้น เราต้องเข้าใจและหลีกหนีจากมัน

Kevin Gannon

หนังเรื่องนี้ช่วยเตือนใจเราว่า สังคมที่เราอยู่ตอนนี้คือมรดกตกทอดมาจากสิ่งที่บรรพบุรุษเราเลือกทำหรือถูกกระทำ เราหนังเรื่องนี้ช่วยให้เราเข้าใจประเด็นที่ซับซ้อนอ่อนไหวมากนี้ได้มากขึ้น

The Story of More “เราจะอยู่อย่างไรในโลกที่มีจำกัด”

Review

The Story of More: How We Got to Climate Change and Where to Go from Here เขียนโดย Hope Jahren

“เราจะอยู่อย่างไรในโลกที่มีจำกัด” 🌎

The Story of More - Hope Jahren Cover

Hope Jahren เป็นนักวิทยาศาสตร์สาขา Geobiologist (ธรณีชีววิทยา) ผู้เติบโตมากับไร่ในรัฐ  Minnesota เธอเล่าความภูมิใจและความเป็นมาของครอบครัวเกษตรกร พืชผลที่ครอบครัวเธอปลูก เธอค่อยๆ พาผู้อ่านสำรวจระบบทั้งหลายในสายพานของ supply ไปสู่ demand จากผลผลิตจากไร่จำนวนมากถูกนำไปเลี้ยงปศุสัตว์ อาหารส่วนที่เสียสิ้นไปโดยไม่เกิดประโยชน์จากการบริโภคมากเกินไป

ในขณะที่ประชากรจำนวนกำลังเผชิญภัยพิบัติขาดน้ำและอาหาร และถูกคุกคามจากภาวะ climate change รุนแรงโดยไม่มีทางหนีทีไล่ต้องจำยอมด้วยความเหลื่อมล้ำ

หนังสือเล่มนี้ๆ ค่อยๆ คลี่ปัญหาเกี่ยวกับ climate change โดยแสดงให้เห็นสายใยที่เชื่อมเราไว้กับระบบนิเวศอย่างหลีกพ้นไปไม่ได้ เครื่องจักรแห่งทุนนิยมที่หมุนไวขึ้น บริโภคมากขึ้น ทิ้งมากขึ้น ในโลกที่ทุกอย่างต้องเพิ่มขึ้นราวกับโลกนี้มีไม่จำกัด และประชากรกำลังจะมีมากจนล้นโลก และคนและสิ่งมีชีวิตจำนวนมากกำลังจะได้รับผลกระทบโดยได้แต่เพียงจำนน

Jahren พาเราไปสำรวจจุดที่เชื่อมเรากับระบบทั้งมวล เชื่อมอดีตกับปัจจุบันและอนาคตที่กำลังสั่นคลอน การใช้ไฟฟ้า น้ำมัน การบริโภค ทุกสิ่งไม่ได้อุบัติมาให้เราแสวงหาประโยชน์ สร้างมูลค่า โดยต้องแสวงหาประโยชน์จากพื้นที่ ป่า น้ำ ดิน หรือเศษซากบรรพบุรุษที่กลายเป็นเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิล

  • อาหารและเชื้อเพลิงจำนวนมากสูญสลายโดยไม่เกิดประโยชน์กับใคร ความอดอยากไม่ได้เกิดจากความไร้สามารถจะผลิตอาหาร แต่คือความไร้สมรรถภาพในการกระจายและแบ่งปันสิ่งที่เราผลิตได้
  • ความสำเร็จของมนุษยชาติในด้านสุขภาพ อายุขัยที่เพิ่มต่อเนื่องทั้งโลก และความสามารถในการปลูกพืชและปรับปรุงพันธุ์พืชที่ทำให้ไร่มีประสิทธิภาพกว่าแต่ก่อน
  • มีคนเพียง 1/6 ของโลกใช้พลังงานครึ่งนึงของที่ทั้งโลกผลิตได้ คนจำนวนมากกว่ากำลังจะได้รับผลกระทบทางสภาพอากาศ มลพิษ ฤดูกาลไม่แน่นอน และชายฝั่งเสื่อมสลาย
  • คนอเมริกันทิ้งอาหารมากถึง 40% ของที่ผลิตได้ มีคนอเมริกัน 4% ในโลกแต่บริโภคไฟฟ้า อาหาร พลังงาน มากถึง 15% ของโลก
  • ต่อให้เราใช้รถจากพลังงานไฟฟ้า ไฟฟ้านั้นก็มีโอกาสจะผลิตจากถ่านหินหรือแก๊สธรรมชาติอีกต่างหาก
  • เมื่อสัตน้ำที่จับได้ในมหาสมุทรไม่เพียงพอต่อความต้องการ เมื่อเกิดฟาร์มสัตว์น้ำจำนวนมากมารองรับ เกิดปฏิกูลเพิ่มมากว่าที่มหาสมุทรจะรับไหว
  • พืชจำนวนมากถูกปลูกขึ้นมาเพื่อเป็นอาหารให้สัตว์ ที่เราจะทิ้งให้เน่าไปอีกจำนวนมากเช่นกัน พร้อมกับสร้างคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมาก

ทั้งหมดนี้นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่จะทำร้ายชีวิตคนจำนวนมาก การขาดอาหาร ความยากจน และการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ นำมาสู่ภาวะที่โลกจะเหลือสิ่งชีวิตจำนวนน้อยชนิดลงเรื่อยๆ ความหลากหลายระบบนิเวศพังทลาย เหลือเพียงสัตว์และพืชชนิดที่มีอยู่เพียงเพื่อให้มนุษย์แสวงประโยชน์ เพราะมีคุณค่าทางเศรษฐกิจ

เคยอ่านเรียงความของ Hope Jahren บน Nautilus เป็นเรียงความวิทยาศาสตร์ที่มีความเป็นมนุษย์ มีความเป็นส่วนตัว ไม่มีความแห้งแล้งแข็งทื่อและเล่าข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น สวยงามอ่านง่ายมากๆ 

ตั้งใจเขียนสวยงามมากตั้งแต่ต้นจนจบ อยากให้ทุกคนได้อ่านมากๆ  ผู้เขียนคอยแทรกงานวิจัยแต่ไม่ยัดเยียด ลื่นไหลอย่างเป็นธรรมชาติผิดจากหนังสือวิทยาศาสตร์ทั่วๆ ไป ลื่นไหล จับใจ และเป็นมนุษย์มากๆ 🌿

How To Speak Machine – John Maeda

Review

How to Speak Machine – John Maeda

หนังสือว่าด้วยการชวนให้นักออกแบบและคนทั่วไปนอกวงการเทคเข้าใจเห็นภาพการคิดแบบ Computational Thinking เข้าใจการทำงานของเทคโนโลยีว่าคอมพิวเตอร์มันคิดอย่างไร  พาไปย้อนประวัติศาสตร์ของ Computer อันนำมาสู่ computation thinking

เพื่อให้เห็นศักยภาพและความเป็นไปได้ของคอมพิวเตอร์ กระทั่งการคิดแบบ exponential thinking ก็อาจจะเป็นอุปสรรคและไม่เป็นธรรมชาติกับการรับรู้และการคิดของมนุษย์เราจึงประเมินสถานการณ์ผิดพลาด

Maeda ได้สรุปประเภทการออกแบบเป็น 3 ชนิด

แบบแรกคือ classical design

คือนักออกแบบสายออกแบบรุ่นบุกเบิกที่เราคุ้นเคย มี ideology ของความคลีนเรียบนิ่ง เหนือกาลเวลา

เบ่งบานมาจากการปฎิวัติอุตสาหกรรม และวิธีคิดแบบ Bauhuas จงสร้างสิ่งของที่มีคุณค่า ทนทานต่อกาลเวลา ผลิตภัณฑ์ งานกราฟิก งานที่เห็นจับต้องได้เป็นชิ้นเป็นอัน มีสัดส่วนสมบูรณ์แบบ ใช้ทักษะฝีมือและสายตาที่แม่นยำฝึกฝน ต้องเป๊ะ ต้องเพอร์เฟค มีหนึ่งชิ้นที่ดีสำหรับมวลชน ถูกขับเคลื่อนด้วยความปรารถนาจะสร้าง masterpiece ที่เหนือต่อกาลเวลา มักสไตล์ที่มาแรง เป็นเทรนด์ และสไตล์ที่ค่อยๆ จางหายไปตามกาลเวลา คนนอกวงการอาจไม่เก็ทเลย

แบบที่สองคือ design thinking

คือวิชาคิดแบบออกแบบ ที่มาพร้อมกับยุคสมัยที่เกิดความเปลี่ยนแปลง โลกต้องการนวัตกรรม วิชา design thinking จึงเป็นการหาทางออกใหม่ๆ ให้กับปัญหาใหม่ๆ ใช้ผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง ประสบการณ์สำคัญกว่าหน้าตา

เริ่มแตกกลุ่มก้อนคนใช้ออกเป็นหลากหลาย นำ Empathy ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ตามกลุ่มเป้าหมายมาใช้ในการออกแบบ มักไป integrate กับสาขาอื่นๆ

แบบที่สามคือ computational design

คือการออกแบบเพื่อคนจำนวนมหาศาลการออกแบบโดยคิดระบบและทำงานร่วมกับคอมพิวเตอร์ การทำอัตโนมัติ และ AI / Machine Learning

โดยแต่ละผู้ใช้อาจได้ประสบการณ์ไม่เหมือนกันเลย คือการคิดแบบมีสเกล มี variation บางครั้งงานที่ออกไปสู่โลกก็ยังไม่เสร็จเพราะต้องมี feedback และ input จากผู้ใช้มาช่วย complete และเกิดความหลากหลาย และเปลี่ยนแปลงตามบริบทแต่ละคนแบบ real time เวลาเราซื้อของแต่ละคนเห็น ads คนละตัว / หรือ facebook แต่ละคนอินเตอร์เฟสต่างกันโดยสิ้นเชิง

เราอาจจะออกแบบส่วนประกอบ จากนั้นก็ให้ machine รันเพื่อเทสจำนวนกี่แบบก็ได้และหาแนวโน้มเพื่อปรับปรุงต่อไป สิ่งนี้ทำให้นักออกแบบสายดั้งเดิมสะเทือนใจเพราะการปล่อยของที่ยังไม่เสร็จและไม่แน่ใจไปสัมผัสประชาชน

Machine หรือคอมพิวเตอร์ทำงานไม่เคยเหนื่อยล้า สั่งให้ลูปวนซ้ำหน้าที่เดิมได้เรื่อยๆๆ ไม่หยุดหย่อน ถนัดงานซ้ำปริมาณมหาศาล แถมหากป้อนข้อมูลให้ก็สอนตัวเองได้ด้วย ทำงานได้ในสเกลใหญ่ แตกความเป็นไปได้ไม่สิ้นสุด มนุษย์และนักออกแบบจะอยู่ตรงไหนในวงจร แต่หนังสือเล่มนี้ก็ไม่ได้ตอบเท่าไหร่ ทิ้งไว้ให้คิดต่อ แต่เราควรจะมีฐานคิดเข้าใจกลไกเพื่อจะเข้าคิดกลไกให้เครื่องจักรช่วยเหลือเรา

สรุป

คนที่พอเข้าใจการทำงานของคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว หากคุ้นเคยการทำงานโปรแกรมมิ่งพอสมควร เข้าใจการทำงานของอัลกอริทึ่ม และการทำงานอัตโนมัติ สามารถข้ามไปได้เลย เพราะอาจรู้อยู่แล้ว เล่มนี้อาจจะนำเสนอแนวคิดที่ obvious เกินไป

ยกเว้นกำลังหาวิธีอธิบายให้กับคนที่ไม่เข้าใจอยู่ ใช้คำและ narrative ที่เรียบง่ายอธิายของที่ยาก ซับซ้อน จับต้องไม่ได้ อย่างการทำงานของระบบปัญญาประดิษญ์ สำหรับเราอ่านแล้วก็เพลินดีเหมือนได้ทวนสิ่งที่พอรู้แล้วใหม่ โดยรวมก็เพลินดี

คนที่อยากเข้าใจการทำงานของคอมพิวเตอร์ นึกไม่ออกและสงสัย ฉงนใจ และหวาดหวั่นเกรงจะถูก Disrupt ก็จะเหมาะกับหนังสือเล่มนี้

Giorgia Lupi – Data Humanism & Data Mindset

Journal
Giorgia Lupi – Information Designer

Data Humanism
  • กิจกรรม Webinar จัดโดย AIGA (American Institute of Graphic Arts) เป็นทอล์คแล presentation ผ่าน Zoom โดยรอบนี้ นักออกแบบที่มาร่วมพูดคุยคือ Giorgia Lupi – Information Designer ชาวอิตาเลียน ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Dear Data และร่วมก่อตั้งบริษัท Accurat ตอนนี้มาเป็นพาร์ทเนอร์ของ Pentagram ทอล์คช่วงต้นคืออธิบายผลงานและโปรไฟล์ตัวเองไวไว พูดไวรัวมาก แต่พอรู้จักอยู่แร้ว จากนั้นก็เป็นตอบคำถาม
  • ในสถานการณ์นี้ การมี data literacy สำคัญมาก เราอยู่ในช่วงเวลาที่ดูตัวเลข ชาร์ตหรือดาต้า ยิ่งต้องเกี่ยวพันกับข้อมูล เรายิ่งควรรู้เบื้องหลังและสนใจว่า ข้อมูลที่เราได้รับ ตัวเลขที่ทำให้เราตกใจเหล่านี้ มีที่มาอย่างไร ควรเข้าใจกระบวนการการแสดงผลจากตัวเลขกลายเป็นภาพ เก็บข้อมูลยังไง เบื้องหลังพวกการเก็บข้อมูลมี error และข้องดเว้นเสมอ อย่าเชื่อไปทั้งหมดเพียงเพราะเห็นตัวเลขสถิติ ตัวแทนเหล่านี้เป็นตัวแทน มิใช่ความจริงเสมอไป
  • นางอยากผลักดันให้นักออกแบบมี Data Mindset คือมองปรากฏการณ์ในชีวิตประจำวัน แปลงให้เป็นข้อมูลที่จดบันทึก นับ และเก็บได้
  • งานของ Lupi มักเน้นให้คนใช้เวลาสำรวจ ไม่ได้ดูออกในทันมี อาจมี legend เยอะแยะยุบยับหรือซ่อนความหมาย ไม่ได้ดูง่าย เพราะเธอไม่ได้เน้นทำเรื่องยากให้ง่ายขึ้น แต่สะท้อนความ complex ของโลก งานด้านข้อมูลเลยมีความเป็นมนุษย์มากๆ แปลงข้อมูลเป็นงานออกแบบโดยยังมี human touch
  • Data Humanism งานออกแบบด้านข้อมูลไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบของ Big Data ข้อมูลขนาดเล็กก็สำคัญและมีความหมาย ดึงให้ข้อมูลคือเรื่องส่วนตัวในชีวิตประจำวัน และผลิตภัณฑ์ไม่จำเป็นต้องเป็น website หรือ infographic อาจมาในรูปแบบของลายเสื้อผ้า เข็มกลัด หรือไปอยู่ใน installation ก็ได้ สามารถใส่ความเป็นมนุษย์ ความคลุมเครือ ความเป็นส่วนตัวเข้าไปได้
  • นางทำงานด้านข้อมูลแต่ไม่โค้ดเอง หน้าที่ของนางคือการ make sense of data แต่ทำงานร่วมกับ dev หรือ digital design อย่างใกล้ชิด เครื่องมือหลักคือดินสอ ปากกา ใช้ ipad โปรครีเอทบ้าง
  • คำถามอยากทำไรเพื่อสถานกาณณ์โควิดไหม เธอคิดว่าคงทำแต่พิจารณาอยู่กับทีม ถ้าจะทำก็คือสิ่งที่เกี่ยวข้อง what’s next หรือสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ เพราะเรากำลังเข้าสู่ความปกติแบบใหม่

A tale for the time being เราคือสิ่งมีชีวิตแห่งเวลา เราคือเวลา : )

Review

A tale for the time being – Ruth Ozeki

_

เราแค่อยากหาวรรณกรรมสักเล่มที่พูดเรื่องโลกร้อน จนมาพบเล่มนี้ที่มีหลายประเด็นร่วมสมัยมาก อ่านแล้วรู้สึกใจเย็นลง จนมาพบหนังสือเล่มนี้

ในบทเริ่มต้นของหนังสือนวนิยาย A Tale for The Time Being ของ Ruth Ozeki ตัวละครเด็กสาวชื่อ Nao ได้แนะนำตัวไว้ในสมุดบันทึกที่ลอยข้ามมหาสมุทรมาถึงผู้อ่านอีกคนว่า “ฉันชื่อนาโอะ ฉันคือสิ่งมีชีวิตแห่งเวลา (Time Being)” เธอขยายความว่าสิ่งมีชีวิตแห่งเวลาคือใครก็ได้ที่อาศัยอยู่ในเวลา และนั่นหมายถึงคุณ ฉัน และเราทุกคนที่มีอยู่ เคยมีอยู่ หรือกำลังจะเกิดขึ้น

หนังสือนวนิยายเล่มนี้เล่าผ่านชีวิตผู้หญิงสองคนละฝั่งฟากมหาสมุทร

  • คนนึงเป็นเด็กสาวว้าวุ่น ชีวิตที่ผกผันโยกย้ายจากอเมริกากลับญี่ปุ่นเพราะ dotcom bubble แตกในช่วงปี90s เธอที่เติบโตมาต่างวัฒนธรรมกลายเป็นคนนอกของสังคม เธอเขียนไดอะรี่ซ่อนไว้โดยปะเอาปกของวรรณกรรมคลาสสิก In Search of Lost Time ของ Marcel Proust
  • อีกคนคือผู้หญิงวัยกลางคนผู้มีชีวิตสงบนิ่งจนแทบจะน่าเบื่ออยู่ในเกาะแห่งหนึ่งในแคนาดา ผู้หญิงพบสมุดบันทึกของเด็กสาว ความต่างของวัฒนธรรม เสิร์ชกูเกิ้ลไปพร้อมกับอ่านไดอะรี่เล่มเด็กสาวคนหนึ่ง เรื่องราวค่อยๆ ดิ่งลงเหว และเศร้าขึ้นเรื่อยๆ

ขอจดสรุปว่าระหว่างอ่านเรารู้สึกอะไร มีประเด็นมากมาย

  • เรามองว่าเวลาเป็นสิ่งที่ผ่านเราไป จริงๆ เราต่างหากที่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ผูกไว้กับเวลาในทุกขณะ เราคือ time being เราหนีจากเวลาไม่ได้
  • หากเราไม่เชื่อในสงคราม เราควรจะฆ่าศัตรูที่เราไม่ได้เกลียดไหม
  • หากงานที่เราทำ นำไปสู่การทำลายล้าง เช่น UI ที่ทำให้การสังหารง่ายขึ้น
  • คนเมืองที่รู้สึกไม่ฟิตอินกับความช้าของธรรมชาติ คนตะวันตกที่ไม่เข้าใจสังคม conform แบบตะวันออก
  • แม่ที่เป็นอัลไซเมอร์ เวลาจึงไม่ปรากฏ ทำซ้ำไปเรื่อยๆ ได้
  • ความหมกมุ่นความหดหู่จากการติดตามของวินาศกรรมอย่าง 911 ภัยทางธรรมชาติอย่างสึนามิของมนุษย์ 
  • เมื่อเราร่วงหล่นจากสถานะทางสังคม หรือย้ายที่อยู่ เพื่อนเก่าเริ่มเงียบหายห่างไป ข้อความที่ตอบสั้นและไม่มีเนื้อหาอะไร จนเรารู้ว่าเราหลุดจากวงโคจรแล้ว
  • เด็กวัยรุ่นผู้ไม่เข้าพวกและการถูกเมินในชีวิตจริง การถูกบันทึกเอาไปเผยแพร่ต่อในโลกออนไลน์ และสิทธิที่จะถูกลืมและค้นหาในพบในเสิร์ช ลบร่องรอย digital footprint เพื่อเริ่มชีวิตใหม่
  • สึนามิและโรงงานนิวเคลียร์ น้ำที่ปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสี
  • การพบวัตถุปริศนาในชีวิตจริง และพยายามค้นหาข้อมูลออนไลน์
  • ในเรื่องมียายทวดผู้อยู่มานานผ่านสงครามโลก การเสียลูกชาย มีชีวิตที่แสนเศร้าเมื่อผ่านมาแล้วก็กลายเป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้ว 
  • ความรู้สึกไร้อำนาจจำนนของวัยรุ่น รู้สึกว่าทำไมตัวเองงี่เง่า เมื่อพบว่าปัญหาคนอื่นใหญ่กว่าตั้งเราเยอะแต่ทำไมเราทุกข์แสนสาหัส หาทางออกไม่ได้
  • ต่อให้เราเก่งขึ้น ปรับตัวได้ เป็นคนดี ตั้งใจเรียน คนรอบตัวก็อาจจะไม่เห็นและตัดสินเราอยู่ดี 

Nao เด็กสาวญี่ปุ่นว้าวุ่น พ่อของเธอโดนไล่ออกจากบริษัทเทคอเมริกันจนโยกย้ายกลับมาอยู่โตเกียว ครอบครัวลงเหว พ่อซึมเศร้าพับออริกามิไปวันๆ แม่ต้องออกไปทำงาน พบกับญี่ปุ่นในมุมที่ไม่ให้อภัยผู้แพ้และไม่มีที่ว่างให้คนนอก เธอถูกรังแกโดยเพื่อนร่วมโรงเรียนอย่างรุนแรงช่วงฤดูร้อน พ่อแม่ส่งฝึกอยู่กับย่าทวดที่เป็นแม่ชี ผู้สอนให้เธอปล่อยวาง เธอเริ่มแข็งแกร่งขึ้น ปรับตัวได้ แต่สุดท้ายเพื่อนก็รังแกเธออยู่ดี จนถึงขั้นจัดงานศพเสมือนให้ เธอถูกทำให้กลายเป็นอากาศ และเอากางเกงในเลอะประจำเดือนไปประมูลขายในเน็ต

Jorge Luis Borges เคยกล่าวว่า เวลาประกอบขึ้นเป็นตัวเราเวลาคือแม่น้ำที่พัดพาตัวผมไปแต่ผมก็คือแม่น้ำนั้นด้วย; เวลาคือเสือที่ทำลายผมแต่ผมก็คือเสือตัวนั้น; คือไฟที่กลืนกินผมและผมคือไฟนั้น” (Time is the substance I am made of. Time is a river which sweeps me along, but I am the river; it is a tiger which destroys me, but I am the tiger; it is a fire which consumes me, but I am the fire.”)

“อย่าคิดว่าเวลานั้นบินผ่านไป อย่าคิดว่าการ “บินได้” คือฟังก์ชันของเวลา หากเวลาเพียงแค่บินผ่านไป ก็เหมือนคุณแยกตัวเองออกจากเวลา หากคุณเข้าใจว่าเวลานั้นแค่ผ่านไป คุณก็จะไม่เข้าใจว่าเราก็คือสิ่งมีชีวิตแห่งเวลา” – D  gen Zenji, Uj

เราคือสิ่งมีชีวิตแห่งเวลา  เราคือเวลา 😘