Levels of Critical Thinking 🤔

References

มีคนศึกษาสังเกตลำดับขั้นของการคิดวิเคราะห์ที่เกิดขึ้นในชั้นมหาลัย ความซับซ้อนของความคิดจะค่อยๆ พัฒนาไป

จากคิดแบบสองขั้วตรงข้าม ➡️ เข้าใจว่าโลกนั้นมากมายหลายหลากไม่มีถูกผิดชัดเจน ➡️ความสัมพันธ์เชิงบริบท ความรู้และข้อสรุปต่างๆ ล้วนต้องมีบริบทมาครอบประกอบเสมอ

Level 1

dualism – การแบ่งแยกเป็นสอง คิดแบบมีคู่ตรงข้าม ความรู้ที่เราได้จากระดับมัธยม ผู้เรียนต้องการคนชี้นำว่าอะไรถูกผิด จริงไม่จริง ในขั้นนี้เรามองครูหรือแหล่งข้อมูลว่าให้ความรู้ที่ดีหรือไม่ดี เว็บไซต์/สื่อนี้เชื่อได้หรือไม่ได้ ซึ่งเป็นระดับขั้นต้นของการตัดสินข้อมูล ต้องมี authority ที่ไว้ใจมาช่วยยืนยัน

Level 2

ขั้นถัดไป ก้าวไปสู่วิธีคิดแบบ Multiplicity – ความมากมายหลายหลาก คือเรียนรู้ว่าโลกนั้นมีความรู้ที่ไม่สามารถแบ่งแยกได้ชัดว่าถูกหรือผิด ความรู้ต่างๆ ต้องศึกษาเพิ่มเติม คิดต่อ ตกผลึก เริ่มเข้าใจว่าโลกนั้นมี gray area มีความหลากหลาย ความไม่แน่นอน ที่ไม่สามารถสรุปหรือตอบได้โดยง่าย

Level 3

ขั้นถัดมา คือการคิดแบบ contextual relativism – ความสัมพันธ์เชิงบริบท การคิดโดยผูกเกี่ยวพันโยงใยกับบริบท นักเรียนจะเห็นว่าความรู้นั้นเกิดมาจากตัวแปรมากมาย ไม่มีความจริงที่ขาวกับดำอีกต่อไป การคิดแบบ critical thinking จึงถูกนำมาใช้บ่อยขึ้น การศึกษาจึงควรพาให้คนก้าวจากเลเวลแรก สู่เลเวลสองและสามตามลำดับ

เราค้นเจอบันทึกอันนี้ไว้ช่วงปี 2012 สมัยที่เรียนวิชา Research Method ในคณะ

  • A. Perry’s scheme begins with “dualism,” which is the belief that information is either right or wrong (i.e., “You’re either with me or against me”). Dualism begins early in intellectual development and often is reflected in the system of beliefs and acquired knowledge and viewpoints that a student brings with them to college from secondary school and is characterized by the need for an authority figure to transmit knowledge and beliefs. Independent or even collaborative learning is difficult for students at this stage. In this phase, students view teachers and other adults as “authorities,” and on the information provided by them as either “good” or “bad,” creating either “good authorities” or “bad authorities,” depending on whether or not they agree or disagree with the teacher’s information. Students in the dualistic phase of intellectual development are thus particularly unsuited for lessons the evils of the Internet, a source they view as “good” information. Anyone who has worked with college freshmen will most likely be familiar with this dualistic phase of development, and indeed the results of the Grinnell study discussed above make perfect sense in the context of Perry’s scheme.
  • A more effective lesson on Internet information then, rather than specifically dwelling on “good” and “bad” Web sites, would be to present actual examples and to raise questions rather than giving answers, opening the student up to the next level intellectual development, “multiplicity.”
  • B. Multiplicity is the ability to acknowledge that the world contains knowledge that the student cannot yet classify as right or wrong, knowledge which requires further study and thought (the so-called “gray area”). The student progresses from dualism to multiplicity as they encounter more and more diversity and legitimate uncertainty in the world, facts or occurrences that cannot be easily answered or explained. It is at this point that critical thinking has its roots; the student must use more complex reasoning to determine the validity or nonvalidity of any given piece of information.
  • C. Contextual Relativism The student moves from multiplicity to “contextual relativism” when the knowledge characterized as multiplicitous begins to outweigh the knowledge that is thought to be either right or wrong, or dualistic. The student begins to see the world as primarily relativistic and context-bound, rather than as a world of black-and-white facts. Slowly over these last two periods, critical thinking begins to develop and is used more and more frequently.

ที่มา:  Information-Seeking Behavior in Generation Y Students: Motivation, Critical Thinking, and Learning Theory , Angel Weiler.

2010s: Looking back at this decade 🌸

Journal

2010 

  • เรียนจบปี 1 ตอนนั้นรู้สึกว่าตัวเองโง่มากๆ การเรียนออกแบบไม่เหมือนระบบการศึกษาที่เรียนมาตลอดชีวิต ท้าทายมากๆ เมื่อก่อนเรารู้สึกว่าแค่เรารู้ว่าระบบ/การสอบต้องการอะไร เราก็ทำไปตาม Requirement เพื่อให้ผ่านด่านไปเรื่อยๆ แต่ Creative & Design Process มันยาก ยุ่งเหยิงกว่านั้น ไปๆ มาๆ
  • ฝึกงานที่ a day magazine ตอนนั้นเราเด็กมากจริงๆ พี่คนอื่นที่มาฝึกงานด้วยกันเหมือนผ่านชีวิตมหาลัยมาเยอะแล้ว ทำให้รู้สึกว่าตัวเองยังเด็กมาก ไม่รู้อะไรเลย และเราไม่ถนัดงานสัมภาษณ์เลย  แต่ทำให้ได้รู้ว่าเราชอบรีเสิชมากๆ

2011

  • เริ่มแยกเข้าภาคเรียนออกแบบอุตสาหกรรม  ซึ่งท้าทายเราที่เป็นมนุษย์สองมิติมากๆ ทำให้ได้เข้าใจความงาม ความยาก วิธีคิดที่หลากหลายมากๆ เช่นเซรามิกทำให้เราใจเย็น ทุกอย่างใหม่มากสำหรับเรา แต่สนุกมากเช่นกัน
  • ตอนนั้นตบตีกับตัวเองมาก ตอนนั้นที่คณะความมินิมัลมันมาแรงมากส่วนตัวเราชอบของสีสันสดใส และไม่รู้ทิศทางว่าตัวเองอยากทำอะไร
  • ไปเที่ยวเชียงใหม่กับเพื่อน จำได้ว่าเป็นครั้งแรกที่เราได้คุยกันเรื่อง 112 คืออะไร

2012

  • อยู่หอเป็นปีแรก ตั้งแถวหัวลำโพง-เจริญกรุง เป็นย่านที่คึกคักดี แล้วก็พบว่าเราชอบอยู่บ้านมากๆ เลย และเราไม่เคยฟิตอินกับชีวิตในกรุงเทพเลย
  • ปีนี้เรื่อง sharing economy กำลังมามากในเมืองนอก เราอยากออกจาก bubble นักออกแบบ เลยสมัคร couchsurfing ให้นักท่องเที่ยวมานอนที่หอเราได้เจอเพื่อนต่างชาติเยอะมาก ได้ฝึกภาษาอังกฤษ ได้สำรวจโลกแบบไม่ต้องไปเอง ได้หลายแนวคิดจากช่วงนั้นมาก เช่น สังคมนิยม อาสาสมัคร NGO หรือกระทั่งอาชีพที่สามารถทำให้เรา flexible เวลาได้ เช่นโปรแกรมเมอร์ โลกมันหลากหลายมากๆ
  • เพื่อนบางคนก็ยังติดต่อกันอยู่ นี่คือประโยชน์ของเทคโนโลยีจริงๆ

2013

  • ไปฝึกงานครั้งที่ 2 ที่มาเลเซีย ทำงานกับคนจีน เปิดโลกมากๆ ได้เจอเพื่อนที่เหมือนจะใกล้กัน (มาจากภูมิภาคเดียวกัน) แต่ก็ต่างกันในดีเทล ไปคาราโอเกะยันเช้า ทำให้แยกจีนกวางตุ้งกับแมนดารีนออก
  • มีเพื่อนมาแลกเปลี่ยนจากเมลเบิร์นที่คณะ ซึ่งเปิดโลกมากๆ ได้เล่าเรื่องประเทศไทย สถานการณ์การเมืองให้คนนอกฟัง ชอบ vibe ของ house party มากๆ ทุกวันนี้ยังติดต่อกันอยู่ แต่ชีวิตก็ต่างไปมาก
  • เป็นปีที่รื่นเริงร่าปาร์ตี้มากๆ สามารถไปปาร์ตี้โดยที่ไม่รู้จักใครเลย ไปบ้าน expat คุยกันเรื่องงานใดใด เจอคนเยอะมาก นั่งคุยกันถึงเช้าได้ โมเมนต์แบบนั้นมันเกิดยากมากแล้วในตอนนี้ เจอเพื่อนก็พอ เที่ยงคืนก็ง่วงละ

2014

  • ฝึกงานพาร์ทไทม์ที่พื้นที่ชีวิต สิ่งที่ต้องทำคือช่วยอ่านหนังสือเพื่อใช้ในสารคดีเพื่อสรุป และก็ไปฟังพี่ๆ คุยกันตอนเตรียมกองถ่าย สนุกดี พบว่าตัวเองชอบ research มากๆ โยนข้อมูลมา ฉันจะจัดระเบียบเรียบเรียงให้
  • ทำทีสิสเรื่องความตายหรือมรณานุสติ สนุกมากเลย ได้เข้าไปสำรวจความตายในแบบที่เรายังไม่เศร้า เป็นช่วงชีวิตที่สนุกมาก
  • ตอนเรียนจบมีคนชวนทำงานเยอะมาก มีทุกแนวทางโฆษณา เพื่อสังคม กราฟิกสองที่ จนต้องทำตาราง excel ขึ้นมาว่าเราต้องการอะไรในชีวิตกันแน่
  • เลือกทำงานที่ฟังใจ ตอนนั้น tech startup ยังไม่มี ขอลองหน่อย เริ่มตั้งแต่ตอนที่ยังไม่มีชื่อเลย ปีแรกลุ่มๆ ดอนๆ ต้องทำมันทุกอย่างเลย มันเล็กจนต้องทำทุกอย่าง และทำให้ได้รู้ว่าเราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร พี่ท้อปคือเจ้านายที่ใจกว้างและรับฟังมากๆ เหนื่อยกว่าเราเสมอ และก็ตามใจเรามากๆ ด้วย ขอบคุณมากจริงๆ อยู่ด้วยกันยาวเลย

2015

  • ทำงานปีที่ 2 ฟังใจเริ่มเติบโตและขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วมาก แตกสาขา เราเริ่มมีน้องในทีมที่ต้องดูแล ซึ่งเราก็ห่วยมากเรื่องจัดการคน ทำให้หมกมุ่นกับการอ่านหนังสือเรื่องการจัดการ
  • เริ่มเรียน UI/UX และรู้จักโค้ด HTML CSS คร่าวๆ ซึ่งเปลี่ยนโครงการการคิดภาพของเราเลย
  • ไปเวิร์คชอปที่ Fabrica อิตาลี 2 สัปดาห์ ได้เจอเพื่อนนักออกแบบจากหลายประเทศ ส่วนใหญ่คือยุโรป สนุกดี เหมือนแค่ลองไปเพื่ออยากรู้จะเรียนต่อได้ไหมนะ
  • กลับมา ยายตาย แบบตายไม่กี่ชม. หลังจากเราลงจากเครื่องเลย ไม่มีใครบอกเราเลยขณะที่เราไปอิตาลีเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เจอความตายของคนที่ใกล้ชิดมากๆ เราร้องไห้อยู่สองวัน เพราะทำให้เรารู้ว่าเชี่ยที่ผ่านมาเราคิดแต่เรื่องของตัวเอง ทุกคนแม่งหมุนตามเรา เหมือนชีวิตเราเข้า phase ใหม่เลย

2016

  • ไปเที่ยวเบอร์ลินและเมืองอื่นๆ ซึ่งชอบมาก อยากไปอีก มีโมเมนต์นึงอยู่ในผับแล้วคนเดินมาพูดกับเราว่า “ขอให้คุณมีชีวิตที่ดี” หรืออะไรประมาณนั้น เออชีวิตมันสวยงามจริงๆ 
  • ได้ทำงานร่วมกับ Dev เป็นครั้งแรก ซึ่งเปลี่ยนวิธีคิดการทำงานของเราเลย ได้เข้าใจความสำคัญของการสื่อสารในทีม ได้เรียนโค้ดเล็กๆ น้อยๆ ไว้สื่อสาร 
  • ปีนั้นคิดไรไม่ออก พอกลับไปดูรูปก็พบว่าเจอเพื่อนเยอะมาก เป็นปีที่ดีปีนึง

2017

  • เริ่มเขียนให้ The Matter คอลัมน์ Curious Cat ซึ่งขอบพระคุณมากๆ เลยเป็นปีที่ได้อ่านหนังสือเยอะมากๆ ความไวของอินเตอร์เน็ตทำให้ตกใจว่าเฮ้ยเราเคยเขียนเรื่องนี้ไปแล้วเหรอ ลืม ความรู้เข้ามาไวก็ออกไปไว
  • เป็นปีที่ได้มาดูแลทีมคอนเทนต์ร่วมกับพี่หนุ่ม พอต้อง manage จริงจัง เราแทบไม่ได้ทำงานออกแบบเลย เป็นปีต้องอยู่ในพลวัตของ facebook pace ติดตามว่าชาวบ้านชอบอะไร สนใจอะไร คิดแผนมาล่าไลก์ ล่าแชร์ ล่า engagement นั่งดู stats
  • พบว่าเราชอบทำสไลด์มาก สรุปเรื่องที่ค้นพบให้ไล่เรียงเป็นเรื่อง

2018

  • เริ่มเขียนให้ a day คอลัมน์ In Other Word ส่องสำรวจคำใหม่ๆ ในโลกที่หมุนไว format จากนิตยสารสู่ออนไลน์
  • ปีนั้นได้ลองทำอะไรเยอะมาก และก็ได้เรียนรู้ว่าเออเรายังไม่พร้อมจะโตและจัดการทีม มีอะไรที่ไม่รู้อีกมาก เราอยากฝึกฝีมือ อยากทำนู่นทำนี่มากมาย เป็นช่วงที่วุ่นวายใจมาก ฟังใจเป็นที่ทำงานที่เรารักและสบายใจมาก แต่เรารู้สึกว่าเราสบายเกินไป
  • ออกจากฟังใจทำงานประจำ ออกมาทำ 2 วัน/สัปดาห์ ทำเพจ slice เป็นงานสุดท้าย
  • ทำงานที่ Salmon Lab เป็น Art Director เข้า 2 วัน/สัปดาห์ เป็นช่วงเวลาที่สนุกมาก ได้เริ่มงานที่เจอลูกค้า
  • พบว่าชอบจังที่เราโตขึ้นและสบายใจที่จะเป็นตัวเองมากๆ 
  • ตอนที่ออกจากฟังใจคืออยากไปเรียนต่อมาก แต่คิดไม่ตกว่าเรียนอะไรดี แต่ก็ไม่รีบมาก ทำงานไปก็เพลินๆ ดี

2019

  • ปีนี้เป็นที่สบายกายใจมาก เราตั้งใจว่าจะทำงานไม่เยอะ จะไม่เหนื่อย ปีนี้เลยเล่นเฟสบุคน้อยลงมากๆ ไม่ต้องตามโลกโซเชียล ไม่ต้องคอยสนใจชีวิตจิตใจวัยรุ่นเพื่อใช้ทำงานอีกต่อไป เราไม่อยากทำของสั้นๆ เล็กๆ ที่หายไปรวดเร็วอีกแล้ว
  • เพื่อนชวนไปเที่ยวปีนเขา และเราก็ห่วยมากเมื่อเผชิญธรรมชาติที่อ่านไม่ออก ไม่เข้าใจ ทำให้เราได้พบความงามใหม่ที่เคยไม่เข้าใจมาก่อน เออมนุษย์มันตัวเล็กและอยู่บนโลกนี้มาไม่นานขนาดนั้น ทำให้อยากเรียนธรณีวิทยาเป็นงานอดิเรก (ซึ่งไม่ถึงไหนเลย) ฝนหินก็ยังไม่สำเร็จ เราคือผลผลิตโลกของ late capitalism จริงๆ 55
  • เริ่มทำงานที่ Punch Up เป็น Creative & Art Director 3 วัน/สัปดาห์ ได้กลับมาทำ web design / art director ชอบมากเพราะเราเราได้หยิบสิ่งที่อ่านและสิ่งที่สนใจมาใช้จริงๆ เราชอบเรียนวิทยาศาสตร์มากมาตั้งแต่เด็ก ได้เข้าใจระบบโครงสร้างการเมืองมากขึ้น รวมถึงความรู้เกี่ยวกับสาธารณสุข
  • ทำให้เรารู้สึกว่าสิ่งที่อ่านมาได้นำไปเล่าต่อในรูปแบบที่ง่ายขึ้น นี่คือสารัตถะที่เราชอบที่สุดของงาน เราชอบย่อยข้อมูลมากๆ 
  • ขอบคุณทุกคนที่ชวนทำงาน freelance ทุกชิ้น ซึ่งเป็นชีวิตอีกแบบเลย เราโชคดีมากๆ ได้เจอแต่ลูกค้าดีๆ มีสติ และฟังเรา และเราก็ได้เรียนรู้จากโลกของเขาเยอะมาก
  • ปีนี้ขยับขยายความสนใจให้กว้างและลึกขึ้น ไม่ต้องรีบอ่านรีบเขียนรีบแชร์อีกต่อไป
  • เขียนหนังสืออยู่เล่มนึงด้วยเป็นรวมเรียงความโดยสารัตถะคือบอกเขียนเพื่อ convince ตัวเองว่าไม่ต้องรีบร้อน
  • อยากเขียน fiction แต่ยังไม่สำเร็จ ขอโทษพี่กายด้วย ปีหน้าพร้อมละ 🙂
  • พอเจอเพื่อนเลยนึกไม่ออกว่าเล่าไรดี ชีวิตเรานิ่งมากๆ ทำงาน เรื่องที่พบเจอก็ไม่รู้สึกว่าต้องบอกใคร 
Playlist ขณะย้อนมองกลับไปชีวิตที่ผ่านมา ฟังแล้วก็รู้สึกว่าเป็นเพลงงานศพได้เลย : )

River of Consciousness, 2017 Oliver Sacks

References / Review

รวมเรียงความของ Oliver Sacks ตีพิมพ์หลังจากเขาเสียชีวิต หลายคนมองวิทยาศาสตร์ในแง่มุมว่าไร้หัวใจ แต่เราไม่เคยรู้สึกแบบนั้นเลย ประวัติศาสตร์หรือกระบวนการวิทยาศาสตร์ หรือกระทั่งจุดมุ่งหมายของวิทยาศาสตร์นั้นเป็นไปด้วยความสนใจในโลก และเข้าใจข้อจำกัดของเรา

oliver sacks, river of consciousness
River of Consciousness, Oliver Sacks

Oliver Sacks คือผู้เขียนคนสำคัญในชีวิต เขาทำให้เรามองหลายสิ่งเปลี่ยนไป ชุบชีวิตความสนใจในธรรมชาติ วิทยาศาสตร์ เข้าใจระบบ การอ่านหินและมองพืช ไม่ใช่สิ่งน่าเบื่อ แค่เป็นดินแดนที่เรายังไม่มีความรู้ ยังมีอะไรอีกมากในความทรงจำของโลก และเวลาในชีวิตนั้นน้อยเกินไปกว่าจะรู้และเข้าใจได้อย่างที่เราปรารถนา

  • Darwin and The Meaning of Flowers เล่าถึง ชาร์ลส์ ดาร์วินในฐานะผู้หลงใหลต้นไม้ พืชดอกที่ส่งผลต่อวิวัฒนาการของแมลงเต่าทอง ชอบประโยคที่ว่า “Darwin always had a special tender feeling for plants”
    • ความสนใจในพืชพรรณเป็นรากสำคัญของแนวคิดทฤษฎีวิวัฒนาการ  ดาร์วินเชื่อว่าการสังเกตที่ดีเกิดจากการชอบตั้งทฤษฎี ความงามของต้นไม่ไม่ใช่แค่ในแง่ความสวยงาม แต่ในเชิงการใช้สอย การอยู่รอด การปรับตัวที่ทำงานอย่างแข็งขัน
    • กล้วยไม้ไม่ใช่เพียงสิ่งประดับตกแต่ง แต่คือจินตนาการความคิดสร้างสรรค์ของธรรมชาติ ไม่มีอะไรในโลกธรรมชาติเป็นเหตุเป็นผล ยกเว้นว่ามีแสงแห่งวิวัฒนาการส่องสำรวจ จัดระเบียบ เรียบเรียง และแสวงหาความหมายในโลกที่กระจัดกระจาย
    • ชีวิตบนโลกนั้นสืบย้อนไปยาวนานหลายพันล้านปี เราได้ฝังประวัติศาสตร์ของสิ่งเหล่านี้ไว้ในกายของเรา พฤติกรรม พันธุกรรม สัญชาตญาณ ไม่เคยหยุด ไม่เคยซ้ำ และไม่เคยกลับหลัง เมื่อสิ่งใดสูญพันธุ์ สายแห่งพันธุกรรมสาขานั้นก็ตัดฉับลงไปเพียงเท่านั้น
    • ธรรมชาติไม่มีแผน ไม่สร้างผัง ไม่มีทิศทาง ไม่มีจุดมุ่งหมาย ทั้งหมดไม่ไร้ความหมายภายใต้แสงไฟวิวัฒนาการที่ส่องมองดู make sense under a light of evolution 🙂
  • Speed  ว่าด้วยการรับรู้ความไวของมนุษย์อันมี Spectrum แน่นอนว่าตอนเด็กเราไวกว่าตอนเราแก่ชรา ไม่ได้ห่างกันจนคนที่เร็วมากและช้ามากก็ยังสื่อสารกันได้ เล่าความสนใจของเขา ตั้งแต่เด็กที่สนใจการเคลื่อนไหวและเวลาจากหนังสือของ H.G. Wells อะไรทำให้แต่ละคนรับรู้หรือรู้สึกถึงเวลาต่างกัน สิ่งมีชีวิตต่างๆ จะรู้สึกถึงเวลาใน pace เดียวกันไหม
    • คนชอบบอกว่าเวลาแต่ปีจะเร็วขึ้นในความรู้สึกเมื่อเราแก่ลง อาจจะเพราะวัยเด็กมีแต่เรื่องใหม่ๆ ที่เราไม่เคยพบเห็น จึงตื่นเต้น แต่ละปีจึงมีอะไรมากมาย เมื่ออายุมากขึ้น แต่ละปีกลายเป็นสัดส่วนที่เล็กลงเรื่อยๆ จากจำนวนเวลาที่เราผ่านมาทั้งหมด แต่ละปีอาจจะไวขึ้น
    • ในวัย 80 กว่าๆ Sacks ยืนยันว่าแต่ละนาทีและวินาทีรู้สึกเหมือนเดิม หนึ่งชั่วโมงยังยาวนานเมื่อเราเบื่อหน่าย และรวดเร็วผ่านไปเมื่อเรารู้สึกกระตือรือล้นสนใจ และบางครั้งเวลาเพียงชั่วครู่ถูกยืดขยายขึ้นในความทรงจำเมื่อมองกลับไป เช่นวินาทีเฉียดตาย การใช้ยาบางชนิดทำให้คนรับรู้เวลาผิดไปได้
    • Dostoyevsky เคยเขียนถึงประสบการณ์อาการลมชักในชั่วเวลาวินาที เขารู้สึกถึงการมีอยู่ของตลอดไปอันเป็นหนึ่ง (Eternal Harmony)  … “ในเวลา 5 วินาที ข้าพเจ้าได้ใช้ของมวลมนุษย์ทั้งหมดที่เคยมี ยอมสละชีวิตตัวเองได้ เพราะไม่คิดว่ามันมีราคาอะไรนัก”
    • Oliver Sacks เป็นแพทย์ประสาทวิทยา เมื่อรักษาคนไข้เขาตั้งข้อสังเกตว่า คนเราต่างมีนาฬิกาการรับรู้เวลาฝังอยู่ในร่างโดยที่เราไม่รู้ตัว คนไข้ผู้เคลื่อนไหวช้าจนแทบหยุดนิ่ง รู้สึกว่าเวลานาฬิกาบนผนังผ่านไปเร็วผิดปกติ โรค Tourette ทำให้คนรับรู้เวลาผิดเพี้ยนไป คนบางคนสามารถจับแมลงวันได้ด้วยมือเปล่า เขารู้สึกว่าแมลงนั้นบินช้าเองนี้ แม้ร่างกายของเรามีข้อจำกัด เราติดอยู่ในร่างนี้ แต่มนุษย์ก็สามารถเอาชนะข้อจำกัด ก้าวผ่านเวลา พาสมองเข้าสู่ความไวใดก็ได้ผ่านการนึกคิดของเรา
  • The Other Road: Freud as Neurologist เรื่องนี้ยากไปหน่อยเลยอ่านข้ามๆ คือเหมือนเป็นโน้ตทางวิชาชีพมาก เล่าถึงซิกมันด์ ฟรอยด์ ก่อนจะเบนอาชีพมาสาย psychoanalysis อย่างที่เรารู้จัก เขาเคยเป็นนักประสาทวิทยามาก่อน  แต่ในยุคนั้น ไม่มีเทคโนโลยีที่จะตรวจสอบสมมติฐาน การเชื่อมต่อระหว่างจิตใจ กับ physical object  ได้ชัดเจน ชอบ vibe การแลกเปลี่ยนความรู้ผ่านจดหมายของคนในยุคฟรอยด์ ยุคนี้เราคงเขียนบล็อก หรืออัพสเตตัสส่งไปในกระแสธารของมวลชน หวังว่าจะมีคนตอบกลับอย่างตั้งใจ
  • The Fallability of Memory ว่าว่าด้วยความผิดพลาดไม่แน่นอนของความทรงจำ Oliver เล่าถึงความทรงจำของเขาสมัยเด็กเกี่ยวกับเหตุระเบิดในยุคสงครามโลก เมื่อไปคุยกับพี่ชายจึงพบว่า เรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับเขาเลย แต่เป็นความทรงจำปลอมสร้างจากฟังเรื่องเล่าของพี่ชายอีกที หลายสิ่งกลับไปสืบค้นไม่ได้ เช่นความทรงจำเขาก่อนอายุ 18 เพราะแทบไม่ได้เก็บบันทึกหรือจดหมายใดไว้เลย
    • เมื่อหวนมาพิจารณาเขาก็รู้ว่าความทรงจำสำคัญหลายอาจไม่จริง เหตุการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง (pseudo-events) อาจเป็นเพียง Implanted Memory อันแนบเนียน แม้มันจะรู้สึกจริงมากๆ ก็ตาม หากเราเชื่อในสิ่งที่ไม่จริงและฝังมันเข้าไปแล้วอย่างสนิทใจ เครื่องตรวจเท็จก็จับไม่ได้
    • การลืมนี้เองอาจทำให้เกิดภาวะ Auto-plagiarism คือการที่เราพบไอเดียใหม่ที่จริงๆ ยืมมาจากตัวเองในอดีตที่เราลืมไป เราคิดพูดในสิ่งที่เราเคยคิด-เคยพูดไปแล้ว บางทีเราหยิบคำคนอื่นมาพูดเหมือนเราคิดได้เอง เพราะลืม source ไปแล้ว บางคนสร้างงานขึ้นมาโดยเชื่อสนิทใจว่าตัวเองคิดขึ้นมาเอง ก่อนมีคนจะพบสิ่งที่คล้ายกันก่อนหน้า ซึ่งเขาจดจำไม่ได้ว่าเคยได้รับรู้มาก่อนจนรับเอาไว้เป็นส่วนหนึ่งของเราเอง กระทั่งเชคสเปียร์ก็หยิบยืมบ่อยครั้งจากคนร่วมยุคตนเอง ส่วนเรื่องเล่าในประวัติศาสตร์นั้นเราสามารถรับรู้ได้ผ่านการเล่าของคนอื่นเท่านั้น การหยิบยืมเรื่องเล่าของคนอื่นจึงเป็นปรากฏการณ์ปกติที่เกิดได้
    • ความจริงของเรานั้นเป็นเพียง narrative truth คือเรื่องเล่าที่เราบอกตัวเองหรือคนอื่น คือเรื่องที่เราจัดเรียงใหม่สม่ำเสมอ ขัดเกลาใหม่ทุกครั้งที่เรานึกถึงหรือบอกเล่าใหม่ นี่คือธรรมชาติของความทรงจำ จนเราคิดว่าความทรงจำนั้นเป็นชิ้นเป็นอันและเชื่อถือได้
    • ไม่มีทางที่เหตุการณ์บนโลกนั้นจะถูกส่งตรงมาบันทึกไว้สู่สมองเรา โดยไม่ผ่านการมองและตีความของเรา นี่คือข้อจำกัดที่เรามี การเป็นมนุษย์จึงประกอบความทรงจำที่พร้อมจะร่วงหล่น ผิดพลาด เพี้ยนไปจากความจริงได้ทุกเมื่อ ความไม่สมบูรณ์แบบ ความบอบบาง ความผิดพลาดของความทรงจำจึงเป็นพื้นที่ว่างให้เกิดเรื่องเล่า จินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์
    • หากเราสามารถจำแนกทุกความทรงจำและทุกความรู้เราได้กับทุกต้นตอที่มา สมองเราคงรับและจดจำข้อมูลทั้งหมดไม่ไหว เต็มไปด้วยข้อมูลมากมายที่ irrelevant  
    • ความทรงจำจึงไม่ได้เกิดจากประสบการณ์ที่เราได้รับเท่านั้น แต่ประกอบกันจากการร่วมรักแลกเปลี่ยนกันระหว่างความคิด-จิตใจของคนจำนวนมากที่ประสบมัน
  • Mishearings ตอนนี้สั้นๆ เล่าถึงประสบการณ์หูเพี้ยนที่เกิดขึ้นในวัยชราของเขา ข้อสังเกตที่สมองจะพยายามชดเชยร่างกายที่สึกหรอไป พอหูได้ยินเสียงไม่ชัด ก็เกิดคำใหม่ๆ ที่แปลกเพี้ยนไป สมองสามารถตีความชดเชยจนเกิดความหมายใหม่ให้กับประสาทสัมผัสที่เสื่อมลง ความไม่พร้อมของร่างกายก่อให้เกิดสิ่งใหม่ๆ เป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจ
  • The Creative Self พลังงานความสร้างสรรค์อันเกิดจากการเตรียมตัว ฝึกฝน ผ่านประสบการณ์ในชีวิตสั่งสม การเลือกทางใหม่คือการพนันเพื่อเดินไปในทางที่ไม่เคยเดินที่อาจจะทำให้เสียเวลาเปล่า แต่แลกกับการได้ลองสิ่งใหม่ หลายครั้งความคิดสร้างสรรค์เกิดจากการไม่ทำ การอยู่เฉยปล่อยให้สมองว่างแล้วไอเดียใหม่ๆ ก็ปะทุผุดขึ้นมา
    • เวลาที่เว้นว่าง การลืม นั้นสำคัญต่อการมองเห็น insight ก่อให้เกิดความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (เขายกตัวอย่าง Henri Poince ที่แก้ปัญหาสมการนึงได้ยามที่เดินเล่นชมธรรมชาติ เราจึงปล่อยให้ตัวเองลืมให้จิตใจและสมองได้จัดการตัวเอง วางเรียงตัวเอง
  • General Feeling of Disorder ความรู้สึกไม่สบายที่เกิดขึ้นเมื่อมีโรคภัย พูดถึง Homeostasis ระบบประสาทที่คอยควบคุมชีวิตเราให้ดำเนินไปเป็นปกติ ตรวจสอบดูแลตัวเองให้แข็งแรงคงที่ Raph Waldo Emerson ผู้เป็นอัลไซเมอร์ในวัย 60 กว่า เมื่อถูกถามว่าสบายดีไหม เขาตอบว่า “ผมนั้นสูญเสียศักยภาพทางจิตใจไป แต่ร่างกายก็แข็งแรงดี”
    • ประสาทส่วนอัตโนมัตินี้ประกอบด้วย 2 ระบบที่ช่วยให้เราคงชีพ แข็งแรงปกติดี
      • Sympathetic เร่งการทำงานหัวใจและกล้ามเนื้อ หรือระบบ fight or flight กระทั่งทำให้หัวใจเต้นแรง ประสาทสัมผัสชัดเมื่ออยู่ในสถานการณ์เป็นตาย
      • Parasympathetic ลดการทำงานของหัวใจ ระบบหลังบ้านควบคุม ไต ตับ สร้างความผ่อนคลาย ทำให้หลับสบาย
    • เมื่อร่างกายเรารู้สึกไม่ปกติ ไม่สบาย เราจึงได้ความรู้สึกกระวนกระวายไม่สบายใจบางอย่าง เกิดเป็นความรู้สึกแปลกประหลาดที่อธิบายได้ยาก บางคนอาจรู้สึกสบายดีเกินไป หรือ eupheria ขึ้นก่อนเกิดไมเกรน บางคนรู้สึกว่าสมองนั้นระเบิดไปด้วยความคิดทางคณิตศาสตร์หลังจากอาการปวดหัวไมเกรนขึ้น
  • The River of Consciousness
    • Jorge Luis Borges บอกว่า “เวลาคือที่ประกอบขึ้นเป็นตัวเรา เวลาคือแม่น้ำที่พาตัวเขาไป และเขาคือแม่น้ำนั้น” การเคลื่อนไหว การกระทำ การรับรู้ ความคิด สตินั้นเกิดขึ้นในเวลา เราอยู่ในเวลา เราจัดการเวลา เราคือสิ่งมีชีวิตแห่งเวลา แต่เวลาที่เราอาศัยอยู่นั้นดำเนินต่อเนื่องเหมือนแม่น้ำของ Borges ไหม?
    • David Hume มองว่าจิตใจนั้นประกอบขึ้นจากกองของการรับรู้อันหลากหลาย มาประกอบกัน เปลี่ยนผ่านอย่างต่อเนื่อง ขยับเคลื่อนไม่หยุดยั้ง
    • ส่วน William James นั้นแนะนำคำว่า stream of consciousness  ซึ่งเขาสงสัยว่าสติการคิดของเรานั้นไม่หยุดยั้งหรือเป็นเพียงภาพลวงตา  เหมือนเครื่อง zeotrope ก่อนปี 1830 เราไม่สามารถสร้างภาพเคลื่อนไหวได้ มันจึงเกิดขึ้นจากการรับรู้การเคลื่อนไหวผ่านการมองดูภาพนิ่งแล้วนึกตาม ความรู้ที่เรามีอยู่เดิมทั้งอนาคตหรือปัจจุบันนั้นปนเปื้อนกับความรู้ของเรา ณ ปัจจุบันอย่างยิ่ง สำหรับ James ความรู้ที่มีอยู่ก่อน คือเป็นเชื้อโรคปนเปื้อนความทรงจำและความคาดหวัง  
    • การมองความคิดเป็นสายน้ำหลั่งไหลจึงไม่ถูกต้องครบถ้วน แม้ได้รับการยอมรับแพร่หลาย ความทรงจำนั้นไม่ได้เกิดขึ้นผ่านการเปรียบเทียบกับการมองด้วยตาเท่านั้น จริงๆ แล้วแต่และสมองนั้นได้อัดภาพนิ่งเก็บไว้ และเชื่อมต่อให้เกิดภาพเคลื่อนไหว สิ่งเหล่านี้ไม่มีคำตอบในยุคของนักคิดยุคนั้น
    • Oliver Sacks มีคนไข้ที่ไม่สามารถรับรู้ประสบการณ์เห็นภาพที่ต่อเนื่องได้ เขาเห็นเพียงแค่ภาพนิ่งที่กะพริบทีละเฟรม  ในหนังสือไมเกรน ผู้ป่วยได้เปรียบเทียบการมองเห็นของตัวเองว่าเหมือนหนังที่เล่นช้าไป ประมาณ 6-8 เฟรมต่อวินาที ทำให้เกิดการตั้งคำถามกับการเปรียบเทียบความคิดเป็นดั่งสายน้ำไหลตลอดเวลาต่อเนื่อง
    • จริงๆ แล้วสมองนั้น break up เวลาและความจริงออกเป็นเฟรมแยกจากกัน จากนั้นเราจึงประกอบขึ้นใหม่กลายเป็นสิ่งที่เคลื่อนไหวต่อเนื่องอีกรอบเมื่อนึกถึง เราไม่ได้รับรู้ความเคลื่อนไหวเหมือนหุ่นยนต์ เรารับรู้การเคลื่อนไหวเหมือนเรารับรู้สีและมิติ
    • แทนที่จะมองสมองเป็นสิ่งคงที่แน่นอนรันตามโปรแกรมเหมือนคอมพิวเตอร์ มนุษย์นั้นเลือกจดจำประสบการณ์ ภาวะการเลือกจำของสมองนั้นถูกเรียกว่าเป็น Neural Darwinism หรือ The Darwinism of Synapse เซลล์ประสาทนั้นเลือกจดจำเฉพาะสิ่งที่จำเป็นกับการดำรงชีวิต สติจึงเป็นกระบวนการมากกว่าวัตถุ เกิดจากการทำงานระหว่างเซลล์ประสาทในแต่ละกลุ่ม แต่ละพื้นที่ในสมอง ความทรงจำจึงไม่ถูกบันทึกเป็นชิ้นขึ้นมา แต่อุบัติเกิดขึ้นตรงกลางเมื่อเซลล์ประสาทเชื่อมต่อกัน
    • กบนั้นไม่มีสติจะสนใจและการจดจ้องมองโลกเป็นเหตุการณ์ กบไม่มีโลกของการมองเห็น หรือมีสติทางภาพในแบบที่เรารับรู้ เป็นแค่ระบบออโต้ที่ตรวจจับ เมื่อสิ่งที่คล้ายแมลงโผล่ขึ้นมาในพื้นที่การมองเห็น มันจะแลบลิ้นสนองกลับเพื่อกินแมลงนั้น ไม่ได้สอดส่องสายตาหรือสอดส่องมองหาเหยื่อของมัน
    • จิตใจของเราจึงมีภาพแบบ Proust  คล้ายเคียงกับภาพถ่ายแต่ละเฟรมแต่ร้อยเรียงกันเป็นกลุ่มก้อนของเหตุการณ์ snapshot เหล่านี้เรียงกันเป็นภาพเคลื่อนไหวในหัวเราจนเหมือนไหลดั้งแม่น้ำแบบ Borges กล่าว

แต่ละเรื่องอ่านแล้วกระชุ่มกระชวยจิตใจอย่างยิ่ง เหมือนมีแสงส่องใจ เมื่อมีความสนใจที่หลากหลาย จึงหยิบแง่มุมต่างๆ มาเล่า ผ่านชีวิตและประสบการณ์ที่เขาได้ซัมซับคัดกรองออกมาเล่า 

จิตใจและความทรงจำของ Sacks ที่ถูกร้อยเรียงเก็บไว้ เป็นดินแดนโปรดที่เราจะเข้าไปสำรวจได้ไม่รู้จบ สิ่งที่เรารักมากเกี่ยวกับ Sacks คือเขามองโลกในแง่ดีเสมอ แต่ไม่ใช่การมองโลกในแง่ดีแบบมองข้ามดีเทลและความซับซ้อนของชีวิตไป ความทรงจำของเขาเต็มไปด้วยเกร็ดผ่านการสะสมมากมายมาตลอดชีวิต แทรก insight และประสบการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกสดใสและชุ่มชิ้น จิตใจอันสดใสด้วยความสงสัยไม่มีที่สิ้นสุด

Zeotrope -  device that produces the illusion of motion from a rapid succession of static pictures


ในความไม่สมบูรณ์ ความผิดหลาด นั้นมีข้อดี ในโรคภัยเราได้เห็นการทำงานของร่างกายและสิ่งมีชีวิต ซ่อนไว้ผ่านการวิวัฒนาการตลอดหลายล้านปีที่ผ่านมา

มนุษย์และตัวตนของเรานั้นจึงเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เคลื่อนไหว ยืดหยุ่น เคลื่อนขยับและอุบัติขึ้นจากการกระบวนเชื่อมต่อและขึ้นกับ hardware และประสบการณ์ของเราอย่างแยกได้ยาก

2019: pretty good for me, pretty sad for society :(

Journal

ปีนี้เป็นปีที่สนุกและน่ายินดี เราไม่เหนื่อยเกินไป แต่ก็ได้เจอเพื่อนลดลงมากๆ เรื่องงานก็สนุกดี แต่เป็นปีที่แย่ของโลกมากๆ

เรื่องที่ไม่น่ายินดีของปีนี้

Life

  • เจอเพื่อนน้อยลงไปหน่อย ไม่ค่อย keep in touch กับใคร ขี้เกียจเจอเพื่อน ขี้เกียจพิมพ์ ขี้เกียจคุย ไม่ตอบแชทคนเยอะมาก ขออภัย เพื่อนหลายคนไปอยู่เมืองนอกก็ไม่ค่อยได้สอบถามข่าวคราว อยากเจอเป็นกายหยาบแล้วเรานั่งคุยกันมากกว่า
  • พบว่าเราโตไม่พอสำหรับหลายเรื่องในชีวิต เวลาคนอื่นมีทุกข์ เราจัดการไม่ถูก มันซับซ้อนอ่อนไหวคลุมเครือเกินไป เลยเป็นที่พึ่งทางใจของใครไม่ได้เลย คนมีปัญหาเรื่องงานมาหาเราได้แต่ปัญหาทางใจเราคิดไม่ออก ฟังอย่างเดียว ไม่เคยเป็นผู้ใหญ่เรื่องนี้เลย
  • ยังโง่เรื่องการจัดการเรื่องเงิน เก็บอย่างเดียวเดี๋ยวค่อยคิด ไม่ได้ลงทุน แต่สบายใจดี ระยะยาวอาจไม่ดี 55
  • เขียนหนังสือยังไม่เสร็จ แต่ก็มีความคืบหน้า เรื่องน่าเศร้าคือเหมือนมีเวลาว่างเยอะขึ้น พบว่าเป็นสิ่งที่ทำตามเดดไลน์ไม่ได้ ไม่เหมือนงานอื่นๆ 
  • ติดตามการเมืองเรื่อยๆ สม่ำเสมอ แต่ไม่ค่อยแสดงความเห็น  รู้สึกว่าทุกคนพูดไปหมดแล้ว เราขี้เกียจไปไหมนะที่ไม่ส่งเสียง เป็นแรงสนับสนุนเบาๆ และช่วยเหลือ support
  • รู้สึกผิดที่ไม่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมได้ไวกว่านี้ จนมาถึงจุดโลกวิกฤติจนน่ากลัว สะท้านความเชื่อและการมองโลกในแง่ดีของเราในหลายๆ เรื่องมาก เราคือผู้บริโภคที่ mindless ยังมีหลายเรื่องที่ซับซ้อน เรายังไม่เข้าใจ ไม่แน่ใจว่าควรสนับสนุน practice แบบไหนถึงจะเกิดผลที่สุด พยายามจะหาเวลาอ่านและเข้าใจตามไป
  • นอนไม่หลับบ่อยกว่าปกติ นอนดึกบ่อยขึ้น กินดึกก็บ่อย กินแพงก็บ่อย
  • ปีนี้เป็นปีที่โลกและสังคมแย่มากๆ มีแต่ความล้าหลัง ความไม่รู้ และดูสิ้นหวัง แต่ในขณะเดียวกัน ชีวิตเราก็ยังดำเนินไปอย่างสงบปกติ ราบเรียบ สันติ ยังไม่ล่มสลาย เพราะยังไม่ได้รับผลกระทบจากความพัง นั่นเพราะเรามีโอกาสที่ดี ได้รับโอกาส ในขณะที่สังคมนอกตัวเรากลับวุ่นวายโกลาหล มีระบบที่ไม่เป็นธรรมแทรกรากไปทุกแห่ง
  • บางครั้งเรากลัวที่ตัวเองไม่โกรธ ไม่ขุ่นเคือง ต่อให้เรื่องแย่แค่ไหนก็เหมือนรับรู้และอาจไม่พอใจ ที่สำคัญคือ เรากลัวที่ตัวเองจะไม่หวังอะไรอีกแล้วในประเทศนี้ น่ากลัวมากๆ เรากลัวว่าพลังของเราจะสูญเปล่า เราไม่เหมือนตอนวัยรุ่นที่ไม่คิดคำนวณมากมาย
  • ด้วยประการทั้งปวง เวลาก็ล่วงผ่านเลยไป ทำให้ไม่ได้ไปเรียนต่อ ปีหน้าต้องพร้อมกว่านี้

Work

  • ทำงานช้าลง แต่ยอมเพื่อกลับมาเรียนรู้สิ่งที่ขาด คิดว่า career path ไม่ต้องเป็นเส้นตรงและไม่ต้องมี growth เสมอไป 
  • ทำงานลูกค้ามากขึ้น ไม่ใช่เรื่องแย่ แต่ยังมีงานหลายชิ้นที่ทำให้ทำตามไทม์ไลน์ ลัดบางขั้นตอนเพื่อความสะดวก ด้วยเวลาจำกัด แต่ทำให้คิดไม่ครบ
  • ปฏิเสธโอกาสดีๆ ไปเยอะมาก แต่ไม่เสียใจหรือเสียดายเลย เราคิดว่าปีนี้เราอยากโฟกัสและพักร่างกาย คิดให้เยอะขึ้น เหนื่อยน้อยลง เรียนรู้มากขึ้น
  • ไม่ค่อยขยันเสาะหาสิ่งใหม่ๆ โอกาสใหม่ๆ ทำแค่อยู่ตรงหน้า เลือก option แค่ที่มีคนเสนอให้ คนอื่นเชื่อในตัวเรามากกว่าเราเชื่อในตัวเองอีก 
  • ยังพูดเร็วไป อยากพูด present ให้ช้าลงกว่านี้ แต่จะทำได้ต่อเมื่อมีเวลาเตรียมตัวดีๆ อยากใช้ภาษาคำและภาพที่ precise กว่านี้

สิ่งที่น่ายินดีของปีนี้

Life

  • เล่น Facebook ลดน้อยลงมาก ปิดไปได้ประมาณ 1 เดือน เขัาไปวันละไม่กี่นาที งานที่ทำให้ไม่ต้องตาม Facebook เท่าไหร่ ดีมากๆ ไม่รู้สึกอยากโพสต์อะไรดีต่อไป
  • มีเวลาอ่าน novel อีกครั้ง มีเวลาดูหนัง เป็นชีวิตที่ขาดไปตั้งแต่เรียนจบ แต่ยังไม่มากพอเท่าที่อยากมี ได้ลองหลายๆ สิ่งที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะชอบแต่กลับชอบ
  • อ่านหนังสือไม่เยอะขึ้น แต่มีเวลาอ่านเพิ่ม ไม่รีบอ่าน ไม่รีบใช้ ไม่รีบจับใจความ อ่านเพื่อความสบายใจ
  • ร่างกายแข็งแรงขึ้น สุขภาพดีขึ้นเล็กน้อย ออกกำลังกายเยอะขึ้น แต่สามเดือนที่ผ่านมากลับไปขี้เกียจใหม่ มีความรู้เพิ่มเกี่ยวกับสุขภาพอนามัย เราอายุมากขึ้นแล้วจริงๆ ต้องถนอมร่างกาย
  • ปีนี้เป็นปีแห่งการพักผ่อน พิจารณาตัวเลือก และเตรียมตัว ชีวิตไม่จำเป็นต้องเดินหน้า ควรมีบางช่วงที่เราพักเพื่อซ่อมแซม พักผ่อน มองไปข้างหลังถึงสิ่งที่ผ่านมา
  • เที่ยวธรรมชาติเยอะขึ้น ชอบมาก กลายเป็นทุก 3-4 เดือนต้องหนีพัก พอกลับมาสดใส อิ่มเอม เหมือนไปอัพเดตโปรแกรมใหม่เรื่อยๆ  พยายามหาเวลาว่างเรียนออนไลน์ธรณีวิทยา อยากอ่านหินและภูมิประเทศเป็น
  • ไม่ค่อยมีเรื่องทุกข์ใจ เจอเพื่อนแล้วนึกไม่ออกว่าจะบ่นอะไรดี แต่ถ้าจะให้เล่าว่าพึงพอใจมีความสุขมากอะไรก็ไม่ใช่เรื่อง เลยอยากฟังเรื่องคนอื่นมากกว่า

Work

  • ได้เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ เยอะดี ได้เจอคนที่ต่างจากเรา เรียนรู้จากเขา เจอคนหลากหลาย ได้เห็นภาพรวมอุตสาหกรรมมากขึ้น ได้เจอคนนิสัยดี คนเก่ง และคนที่สอนเราได้ในหลากมิติได้เยอะมากจริงๆ
  • ได้เก็บความรู้ที่เป็นประโยชน์  รู้สึกว่างานที่เราทำเป็นประโยชน์ต่อสังคม ไม่ว่าจะลวงตาหรือไม่ หลายอย่างที่เราสนใจ ได้นำมาใช้จริงๆ  เช่น ความรู้วิทยาศาสตร์สมัยเรียน ได้ทำงานเกี่ยวกับสุขภาพและสังคม ทำให้ได้ความรู้เพิ่มเติมไปด้วย
  • ทำงานสัปดาห์ละ 3 ได้จริงๆ มีเวลาว่างเพิ่มเยอะมาก ชีวิตรีบลดลง คุณภาพชีวิตและสุขภาพจิตดีขึ้น
  • ได้ฝึกในเรื่องพื้นฐาน อยู่ในทีมเล็กๆ ในส่วนของการทำงาน พอไม่ได้ manage ทีม ก็มีเวลากลับมาลงมือทำเอง คิดเอง กลับมาปูพื้นฐานใหม่ ฝึกฝีมือและสายตาของเราใหม่ เป็นส่วนเราข้ามไปจากงานที่เก่า

10 ปีที่ผ่าน: 2010-2019

เราเริ่มทศวรรษนี้โดยเราเข้าเรียนมหาวิทยาลัยซึ่งเปลี่ยนระบบความคิดและการมองโลกเรามากๆ ไม่เคยเสียใจเลยที่ได้เรียนออกแบบ เปิดโลกและเสริมความเป็นมนุษย์ให้เรามากๆ

ต่อมาคือได้ทำงานในช่วงปีแรกๆ ซึ่งเป็นช่วงเรียนรู้ เติบโตทางความคิดมากๆ เราได้เปลี่ยนใจในหลายเรื่องๆ บางครั้งก็ตกใจว่าอายุ 14 คือครึ่งชีวิตที่แล้ว เรายังเป็นคนเดิมอยู่ไหม มีเพื่อนที่ห่างหายไป เขาไปมีชีวิตใหม่ที่ไม่มีเรา แต่ก็หวังเสมอว่าเราจะพบกันใหม่และ connect กันได้เหมือนเดิม

จนปีนี้ เข้าสู่ชีวิตที่ทำงานสัปดาห์ละ 3 วัน วันอื่นมีงานประปรายที่เราทำเพราะอยากทำจริงๆ

มองกลับไปมีอะไรเกิดขึ้นเยอะมากข้อมูลในยุคนี้ก็มากมายถาโกมจนต้นปีเหมือนแสนไกล เราจำอะไรไม่ค่อยได้อีกแล้ว หรือเข้าสู่อายุใกล้เลขสาม ทุกสิ่งจะเบลอๆ ก็ไม่รู้ เราไม่ตื่นตาตื่นใจง่ายอีกต่อไป

What I have learned

  • ฉันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตสำหรับทุกคน และยินดีที่เป็นเช่นนั้น ชีวิตเราไม่ต้องเอาใจและเป็นที่พึงใจของทุกคน เราคือสิ่งมีชีวิตอันมีจำกัดทั้งเวลาและพลังงาน
  • ชอบมิตรภาพแบบหลังวัย 25 ปี ไม่ต้องตัวติดกัน ไม่ต้องเจอกันบ่อย ไม่ต้องรู้เรื่องส่วนตัว แต่มีอะไรปรึกษากันได้ ช่วยเหลือ เชื่อมโยงกันได้ ต่างคนดำเนินชีวิตไปคนละแบบ เติบโต มีสติขึ้น เคารพความแตกต่างของกัน มีช่องว่างระยะหว่างกันกำลังดี เจอกันนานๆที ก็มีเรื่องคุยจนเวลาผ่านไปไวมาก
  • โตแล้วเจออุปสรรคอะไรก็อย่าหุบอย่าฝ่ออย่าฟีบง่ายนัก ส่วนมากความผิดพลาดมันไม่ได้ define ตัวตนหรือชีวิตต่อไปข้างหน้าของเราขนาดนั้น คนอื่นไม่ได้จำเรื่องเราหรอก เราควรให้โอกาสตัวเองลืมความห่วยของตัวเองบ้าง อย่าเสียความมั่นใจฝ่อฟีบไปเพราะโดนสะกิด ชีวิตจะทำให้เราแกร่งทนไปเอง
  • สุดท้ายแล้วไม่ว่าเราจะเก่งอะไรแค่ไหน โลกจะไม่ได้ต้องการความสามารถทักษะเรายาวนานเท่าที่เราคิด เห็นคนที่ปรับตัวเองไปเป็น mentor รุ่นพี่ที่ช่วยแนะนำและช่วยพัฒนาคนรุ่นใหม่ แชร์ความรู้ให้คนอื่นๆ จะทำให้ความหมายใน career ของเราอยู่นานขึ้น เราไม่รู้สึกแห้งแล้งหมดไฟ ได้เจอคนที่ทำเก่งและสอนดีอย่างใจเย็น รู้สึกดีจัง
  • มีคนบนโลกสนใจเรื่องเดียวกะเราอีกมาก แค่เรายังไม่รู้จักกัน ชอบความหลากหลายของชีวิตวัยผู้ใหญ่มากๆ พอเราโตมาแล้วได้รู้จัก เป็นเพื่อนคนที่ต่างกับเรามากๆ แบบที่ตอนเด็กคงไม่ได้เป็นเพื่อนกันแน่ๆ เหมือนได้ทำลาย boundary ของ stereotype ไป น่ายินดีจัง ส่วนสิ่งที่เราสนใจนั้นก็ไม่ได้แปลกประหลาดเลย
  • อยากระวังเรื่องคำพูดของตัวเองมากขึ้น เราใช้ถ้อยคำเป็นอาวุธป้องกันตัวเองมาตั้งแต่เด็ก และบางครั้งมันอาจทำร้ายจิตใจและเป็นพิษกับคนอื่นได้โดยที่เราไม่รู้ตัว บางทีพูดไวๆ ปากไว สนุกดี แต่กลับมามองคือเราต้องร้ายขนาดนั้นมั้ย
  • บอกตัวเองว่าอย่าเป็นคนนิสัยดีที่ทำให้คนอื่นลำบาก คิดรอบๆ มากขึ้นถึงการกระทำเราที่จะไปกระทบคนอื่น อย่าหวังดีแต่กลับไปสร้างภาระให้กับใคร
  • รักความรู้สึกของการระลึกได้ว่า เฮ้ยเราไม่มี แต่เราไม่ได้ขาด บางสิ่งเราไม่ต้องการ ต่อให้ไม่พบก็สบายดี ไม่บกพร่อง จึงไม่เป็นไร
  • ปีนีเป็นปีแห่งการอยู่กับตัวเองและเข้าใจตัวเองมากขึ้น เราอ่านร่างกาย จิตใจ และอ่านพลังงานเราออก ถ้าเหนื่อยมาก ไม่พร้อม เราจะพักให้ตัวเราพร้อมกลับมา ไม่ฝืน ไม่เร่ง ไม่กดดันเกินไป เราจะไม่ไปสู่จุดครากเด็ดขาด ซึ่งไม่รู้ว่าดีไหม ยังอยู่ในวัยหนุ่มสาวแต่ระมัดระวังเรื่องพลังงานมากไปไหน เรามองในระยะยาวมากขึ้น
  • สิ่งหนึ่งที่ช่วยให้เราสบายใจ คืออยากเชื่อว่าชีวิตจะยืนยาวพอให้ไม่ต้องรีบร้อน มีเวลาให้ผิดพลาด หยุดพัก ค่อยๆ ทดลอง

🙃🙂

เราอาจคิดว่าเราเป็นตัวของตัวเองคงทนแน่นอน แต่ตัวเราถูกกระทบจากสิ่งรอบตัวและคนรอบข้างได้ง่ายมาก ดังนั้น อยากเป็นคนแบบไหนให้พาตัวเองไปอยู่รายล้อมสัมผัสคนเหล่านั้น เราปล่อยพลังงานให้แก่กันสะท้อนไปมาไม่รู้จบ ขอให้เราพบคนน่าพึงพอใจและขอให้เราเป็นคนที่คนอื่นอยากพบด้วย ☀️✨

Mundane Morning Contemplation ⏳

Journal / Scrap Thoughts

This year is going to end soon. It has been peaceful year so far for me. I have learned a lot in a pace I can control. To attain the power to select and refine my schedule is bliss. I am the privileged one and I love humble-bragging about it.

What a benign starting sentence of a blog. I’m too happy to write better sentences. I want to collect my current sentiments and thoughts.

You can skip all these or you can have a peek into my messy machine of mind.

Quiet Morning, thinking about what came before me.

I really like the feeling of waking up calmly, a good day is an ordinary day quiet enough to hear the birds sing. A tiny bird is knocking on my window. The bed is so warm. The light is dimly lit. I woke up to a tune I didn’t know. I was curious about it so I got up to look up.

There are narratives about bird disappearance in apocalyptic stories. They are the sound and sign of life. The vibe of the world being okay. If the birds leave, we are doomed. We are left alone in a quiet world.

Lately, I was so fascinated by trees, how they live quiet life. Some people can read trees if they are stressed or unhappy. They expand their branch in width and depth. They are so wise and calm. They are not noisy like me.

Sometimes I’m so jealous of lichens and fungi, they are the real pioneers who prep the land ready for other living organism to thrive. I think about the humidity and wind speed like I never think before. The quiet world is vibrant and not that slow.

I often think about the Carboniferous – Coal bearing time, those quiet 60 millions year resulted in the coal we take. How many trees have lived and died repeatedly for 60 millions years? Then we put our dead plant ancestors back into the air.

I like to think about the Boring Billions year that nothing much happens. Yet’s here we are, very messy, crazy and complex so much. Simple people are too boring for me but I secretly believe we all are so complex and puzzling in our own mind and actions.

I don’t want to change the world anymore. The world has changed too much in exhilarating scale. It scares me. As a result, the world has changed me, people around me shift the way I become, the way I see things.

Maybe being somebody’s favorite part of their day is enchanting enough. How uninspiring and mundane does it sound?

Learning for leisure, pleasure lecture

I started learning Geology for my hobby. I was so crazy about geologic time. How life is unfolding and diversity flourishes? It’s delightful to know how human beings learn about the planet we get stuck on. How they make sense of the world, how egocentric we are.

It’s pretty amazing to think that earth has been here for so long. We are the rude and loud guests. We wreck the balance and cycle of everything that comes before us.

I feel so tiny. I feel the incredibly shortness of time I have. That notion is pinching my cheek then and now. Death is a friendly terminal, where I will stop overthinking and keeping updates.

I want to read the rock by layers, color and texture. I want understand the landscape and have literacy about the place I was born into. I want to know the air I breathe. I want to understand the street I walk on.

There are so many topic I want to dig into. Endless of human knowledge and it’s expanding, shifting and getting updated.

I miss those time I read dictionary for fun, it happens long time ago. I wanted to know every words.

People, people, people

I keep thinking about people in my life. All the people who disappear from my cycle, they fade away from me or vice versa. On conversation was left blank. Friendship ends when you stop being curious about someone.

In twenty years time, we might get in touch again. Or we lose touch forever. We might come across somewhere random. I wonder what we will become. How awkward would it be to meet someone you stop thinking about?

How come I end up where I started? How many steps does it take from start to finish? – from not knowing to trying to success and failure and not knowing again?

How many dinners does it take to make people close to each other? How many words are counted? How many hours? How many emojis sent? How many eye contacts? How many laughs and smirks? How many misunderstanding and frowned and synchronization? How many wonders if we hang out with the right people? How many possible way this friendship could start and end?

I keep thinking how Friendship is an unsaid protocol with no solid rule of how to obtain, how to maintain and how to cancel. This is joy of life to celebrate. Thanks for the intersection for brief moments.

Some people are just flights you didn’t take. They took off without you on-board. You keep wondering what kind of place they could have been. They are the vacation that didn’t happen or happened without you. Some people are vacation you didn’t take. They might bring you joy or make you miss your home. They might invade your private zone or redraw new one for you.

Cheers to all the obscured facade of life. Enjoy the shortness of life. It’s the only thing I can guarantee you. We will be here for a glimpse of time.

Thanks for the joy and sorrow of being human. Thanks for the evolutionary ladder my ancestors unconsciously climb that make me understand or feel those complex feelings.

Library of Memory

Two nights ago, I had a dream about getting to meet a mysterious fortune teller. Before entering, there is a Burmese girl who wear white tanaka powder. She asked for the guests’ birthday then she wrote it down in a scrap of paper and told us to take it into the fortune teller’s room. We walked in roll on top of a long steep white table with no rail.

But when I entered into the room, it’s a normal library filled with wooden cabinets. Then I learned this library is someone else’s memory, the person’s memory is translated into form of books, paper, and scrap notes. Some are just a piece of paper that look like mindless comments. It’s pretty fun browsing someone memory, stream of consciousness and unconnected thoughts. Maybe it’s the same experience we peek into someone feed or social media accounts with scraps of their mind.

Of course I want to record your existence beyond my memory because I won’t know how long this will last. We all know things end at some point. Eternality is ridiculous concept. Lifetime is a hoax.

Library used to be memory of mankind. But it has shifted into the vast and wide internet. We won’t have a lifetime to watch every youtube video and we don’t have to, When I think about Alexandria, or someone from the past like Aristotle, they used to possess the knowledge of mankind. Now memory and knowledge belongs to everyone at low and high rank of socio-economic layers. The data points are growing, expanding in rich texture and details. We exist and we are embedded in bytes. Some refine codes are sitting still in a safe place in Svalbard really make me ponder.

Hey,

What will be left after 1 million years from now? I will be forgotten, this blog will be forsaken eventually. What will happen to atomic waste from Germany nuclear fission factory? Will mankind make it to dry and lifeless Martian colony? Is it even a good idea to leave this planet? We are confined into this rich and diverse planet in Goldilocks condition. Will we flourish and survive? will we inhabit in this planet as long as Dinosaur? I bet not.

My existence is too temporary to keep updated to all those facts.

People like to mock me about being too robotic. I’m a chaotic system of being. I think of cause & consequences and hypothesis all the time. But you can see I I am very humanistic. I don’t want to be a machine, I never desire to be an asset, I never care about being productive. I never aspire to become a factory that cares too much about the margin.

I just want to live my life the way I won’t regret too much in future. I want to keep strolling in well balanced pace. I made bad decisions all the time and it became the good lesson. I want to keep scrolling mindlessly and learn something that make my eyes dilate.

I want to sightseeing many aspects of life. I want to look around. I have to filter all those senseless stuffs and meaningless relationship.

I don’t want to take risk in intense romance that will take up my brain circuit, eat away my solitude and peace of mind. I don’t want to laugh politely to save someone egotistical core. I don’t want to be a large important part of someone’s life. I don’t want to be invested in time and money. I don’t want to sit around being their proud bank account. I want to play the side role like a little coin they found on the street.

If it’s not good enough to take risk, I will happily say “No, Thank You.” in graceful and grateful manner. I will never experience feelings like what Tim Kreider describe, a love so intense that you forget time exists. I can’t stop thinking about time. Tick tick tick. Click click click.

Loneliness dissipates when you find comfort and pleasure in your own company.

Helen Betya Rubinstein

I want to ponder and lay down in warm bed looking at ceiling thinking about significance of nothingness, browse the vast collection of human memory and update my library of music.

Those are a few I think about often lately. What’s on your mind?