Kool-aid Point

Review / Writing

ศัพท์ใหม่วันนี้

Kool-aid Point แปลว่า จุดที่ของบางอย่างเริ่มเป็นที่นิยมมากจนเริ่มมีกระแสตอบกลับ อาจจะเป็นแบรนด์ที่กำลังมาแรง จนเริ่มถึงจุดที่มีคนเกลียดหรือไม่เห็นด้วย มันแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะรักสิ่งที่เราทำ ยิ่งที่คนรักและเป็นที่นิยม ยิ่งต้องมีคนไม่ชอบตามมา

The Physics of Passion 

พอเป็นธรรมชาติดังนี้ แบรนด์บางแบรนด์ก็เลิกที่จะแคร์ Backlash เพราะเอาใจทุกคนไม่ได้ กลายเป็นเลือกเสียงที่ชัดเจนไปเลย ใครจะด่าก็ช่างแม่ง ดีกว่าไม่มีใครพูดถึง

ความเกลียดหรือการเป็น Anti-Fan สามารถทวีจนถึงขั้นสร้างบล็อกเพื่อด่าสิ่งนั้นๆ ได้เป็นวักเป็นเวน ทุ่มเทเวลาและพลังงานอย่างมาก

การหยิบ Kool-Aid เครื่องดื่มมาใช้เป็นสัญลักษณ์แทนความเป็นที่รักหลงใหล เริ่มมาจากประโยคที่ว่า Drinking the Kool-Aid คือการยอมทำอะไรก็ได้ตามสิ่งที่เราเชื่อ 

ย้อนไปอ้างอิงถึงโศกนาฏกรรม Jonestown ปี 1978 ที่คน 900 คนฆ่าตัวตายตามลัทธิของ Jim Jones เพราะดื่มเครื่องดื่มนํ้าหวายผสมยาพิษ จุดที่เกิดการดื่ม Kool-Aid คือฮิตจนกลายเป็นลัทธิ ลัทธิว่าไงก็ว่าตาม สาวกจะยอมดื่มอะไรก็ได้ที่มอบให้แม้กระทั่งยาพิษ

Jones Town Massacre 1978

คำนี้นิยามโดย Kathy Sierra

https://knowyourmeme.com/memes/the-koolaid-point

http://seriouspony.com/trouble-at-the-koolaid-point/

2018 / Retrospective 👀

Journal

Work 🔥

  1. First time ลาออก ออกจากงานครั้งแรกและที่แรกในชีวิต เป็นเรื่องใหญ่มากในชีวิตเรา  เราแพลนมาก่อนหน้านั้นนานมากแล้วตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แบบไม่ได้กำหนดชัดเจน ประจวบกับบริษัทกำลังปรับโครงสร้างใหม่  มีความวุ่นวายและความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ฟังใจที่เรารู้จักเป็นกลุ่มคนที่นิสัยดีและหวังดีและรักดนตรีมากๆ จุดประสงค์เดิม แค่ต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลงเพื่อให้อยู่รอด พยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่มีเวลาเหลืออยู่
  2. Thank You, Fungjai! ไม่เคยเสียใจที่ทำงานฟังใจเป็นที่แรก ได้ลองอะไรที่หลากหลาย เราได้เจอคนที่นิสัยดี ตลก น่าสนใจ ใจกว้าง มีมิตรภาพที่ดีมาก ได้เจอคนที่ต่างจากเรามากๆ สนุกมากกับการพยายามเข้าใจศิลปินกับคนฟัง จากสามเดือนเลยเคลื่อนเป็น 4 ปีเลย ไวมาก
  3. New Work-Life Arrangement ตอนนี้ทำงานสองที่/สองวันต่อที่ที่ฟังใจกับ Salmon Lab ปีนี้ช่วยงานพี่ต้นที่ sauce เรื่อยๆ + เขียนที่ a day / The MATTER ได้ทำงานลูกค้าเยอะขึ้น ได้รีเสิช ได้เขียน ได้คิด ได้ออกแบบตามโจทย์ สนุกมากเหมือนได้สลับโหมด ได้ลองทำสิ่งที่หลากหลาย พอออกมาก็ได้เจอโจทย์ที่ต่างจากเดิม ประเด็นที่หลากหลายกว่าเดิม มีอีกหลายสิ่งที่เรายังไม่รู้ ช่วงนี้เป็นช่วง transition สะสมทักษะและประสบการณ์ที่สำคัญ
  4. Finding my comfort spot เริ่มรู้ว่าตัวเองชอบอะไรและถนัดอะไร ไม่ชอบอะไร ไม่ถนัดอะไร อะไรที่เราทำได้ไว อะไรที่เราอิดออด ทำช้า คนหนึ่งคนไม่จำเป็นต้องทำได้ทุกอย่าง และการประสานงาน การทำงานเป็นทีม โคตรสำคัญมาก เมื่อก่อนเราคิดว่าทำเองก็เสร็จไปตั้งนานแล้ว แต่มันยั่งยืนกว่าหากเราสร้างระบบและทีมที่แข็งแรงได้
  5. Work is essential part of life ต้องยอมรับว่าเราชอบทำงานมากๆ หากไม่ทำงาน ชีวิตคงจะน่าเบื่อมาก เราชอบเจอโจทย์ใหม่ๆ เจอตัวแปรใหม่ๆ มีเรืองให้เรียนรู้ตลอดเลย แบบที่อยู่บ้านคงจินตนาการไม่ออก ยังอีกหลายสิ่งที่เรายังไม่เข้าใจ ยิ่งโตขึ้นมา ปัญหาในการทำงานก็ยิ่งซับซ้อนขึ้น สนุกมากกับการเข้าใจโครงสร้าง พลวัต ปฏิสัมพันธ์ และจิตวิทยาในองค์กร มนุษย์ช่างยากและน่าสนใจ ยังตามหาระบบที่พอดีอยู่
  6. Writing On Pause ช่วงนี้งดเขียนอยู่ที่แมตเตอร์ งานเขียนเป็น side project ที่เราชอบทำมาก  ทำให้เราได้เรียบเรียงความคิด อ่านเยอะมาก ขุดนู่นนี่ แต่ช่วงนี้วุ่นวายหลายๆ อย่าง และเราประสบการณ์ไม่มาก พอเขียนมาได้ปีกว่าก็รู้สึกพร่องแล้ว เรื่องวนๆ ซํ้าๆ เลยพักมาหาเวลาอ่านนู่นนี่เพิ่มเติมแบบที่ไม่ต้องลึกมาก กว้างๆ เพลินๆ ไปเวิคชอปนานาในประเด็นไม่คุ้นเคย พบปะเพื่อน เราต้องสะสม insight ต่อไป ถ้าพร้อมคงพบกันใหม่ ทำให้เราได้เรียบเรียงความคิด อ่านเยอะมาก ขุดนู่นนี่
  7. Full-time freelance ตั้งแต่จบมาก็ไม่เคยหยุดทำงานเลย พอเป็น Freelance ก็มีอีกหลายเรื่องที่ทำไม่เป็น เริ่มต้องหาซื้อฟอนต์มาเก็บ ซื้อโปรแกรมเองอีกครั้ง ต้องวางแผนการเงินจริงจังมากขึ้น ตารางชีวิตเป็นระเบียบมากขึ้น นอนตื่นเป็นเวลา ยังไม่มี portfolio ที่อัพเดตและน่าพอใจ
  8. Study ??? เราควรเรียนต่อไหม และควรเรียนอะไรดี คิดมาหลายปีแล้ว ตอนแรกเราคิดว่าจะไปเรียนต่อทางใดก็ทางหนึ่ง แต่ก็มีนู่นนี่เข้ามามากมายให้ลองทำ ทำให้รู้สึกว่าทำงานก็ยัง สนุกดี เลยยังทำต่อไป ยังไม่เบื่อเท่าไหร่ มีอีกหลายสิ่งที่อยากรู้ ขอบคุณอาจารย์พิมที่บอกว่าอายุ 30 ค่อยไปเรียนก็ได้เอาที่มั่นใจและพอใจ
  9. Thank youuuuu ขอบคุณทุกคนที่ให้โอกาส ทุกคนใจดีกับเรามากๆ เชื่อในตัวเรามากกว่าเราเชื่อในตัวเองซะอีกเราโชคดีมากๆ ที่สามารถมีชีวิตทำงานที่ Flexible แต่ก็ไม่ยุ่งเหยิงวุ่นวายเกินไปเดาอะไรไม่ได้เลย มีเวลาหาความรู้เพิ่มเติม พักผ่อนเพียงพอ ต้องขออภัยในทุกความผิดพลาดที่เกิดขึ้นนนนน
  10. Uncertainty is my friend ยังไม่แน่ใจว่าเราควร pursue อาชีพอะไร รู้แค่ชอบการ research / set direction/ kickstart โปรเจ็ค/ ทำเรื่องยากให้ง่าย/ หาสารัตถะและสรุปความยุ่งเหยิงให้เป็นระบบระเบียบ ตอนนี้เก็บประสบการณ์และทักษะไปก่อนนนน

Friendship 🙂
  1. Thank you for coming back, and keeping connected คนที่ห่างหายไปได้กลับมาเยือนอีกครั้ง ดีใจที่ยังรักษาเพื่อนไว้ได้ แม้เราจะเป็นคนที่ไม่ค่อย keep in touch เท่าไหร่ ขี้เกียจอัพเดต ขี้เกียจแชท ขี้เกียจโทร ความพยายามตํ่ามากในการรักษาความสัมพันธ์ บางคนไม่คุยกันหลายปีจนไม่รู้เลยว่าเขาผ่านอะไรมาบ้าง อยากมีเวลาในชีวิตมากๆ เพื่อจะมีเวลาเข้าใจทุกคนมากกว่านี้ พยายามจัดสรรเวลาพบปะทุกคนให้เพียงพอ
  2. Embrace changes in everyone เพื่อนๆ เติบโตขึ้น เปลี่ยนไปบ้าง เก่งขึ้น แกร่งขึ้น โตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ช่างแม่งได้เก่งขึ้น และปัญหาก็ซับซ้อนและยากขึ้นตามอายุ หลายๆคนมีปัญหาในชีวิตที่ใหญ่มาก และเขาก็ผ่านมันมาได้ เล่าถึงมันแบบสบายๆ เก่งมาก ตัวเองมีเพื่อนที่ดีมากๆ มีทั้งพี่ที่โตกว่ามากๆ น้องๆ ที่เด็กกว่ามากๆ เพื่อนที่บ้ามาก จริงจังมาก สลับกันไป ดีใจที่ได้รู้จัก
  3. Many strangers await you ปีนี้ได้เจอคนที่หลากหลาย ถึงเราจะเป็น introvert แต่เราชอบเจอคน ได้รู้จักคนประเภทใหม่ๆ ได้คุย ได้ทำความเข้าใจ รู้สึกว่าตัวเองเจอแต่คนดีๆ คนเก่งๆ ตลอดเลยทำให้กระชุ่มกระชวยเคลื่อนไหวมาก ตื่นเต้นกับพัฒนาการและการเติบโตของทุกคน อยากเจอคนในอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนไป เราอยากเห็นภาพใหญ่มากกว่านี้
  4. Sustainable Friendship, Please. รู้สึกว่าพอแล้วกับความตื่นเต้นของมิตรภาพชั่วคราวเพียงระยะโปรโมชั่น การแสวงหาคอนเนคชั่นฉับพลันที่เชื่อมกันไม่ติด ความสนิทชั่วข้ามคืน เรามีเวลาทั้งชีวิตที่จะรู้จักกัน ค่อยๆเป็นค่อยๆไป ไม่รีบ

Personal Issues ✌️
  1. Become a better human being, please. ยังอารมณ์ร้อน ใจร้อน อารมณ์เสียง่ายอยู่ประปราย ว้าวุ่น สับสนเป็นพักๆ มีความทุกข์เป็นจุดๆ แต่ทุกข์ของเราก็เป็นเรื่องที่เล็กน้อยมากหากเทียบกับคนอื่น ยังปากหมาเหมือนเดิม ก็เรียนรู้กันต่อไป หวังว่าเราจะเป็นคนที่นิสัยดีกว่านี้ มีวุฒิภาวะกว่านี้ ใจเย็นกว่านี้ จัดการสิ่งต่างๆได้ดีกว่านี้
  2. I gotta fix my own problem โชคดีมากที่พ่อแม่ไม่เคยกดดันอะไรเราเลย ไม่เคยคาดหวังให้เราเป็นอะไรเลย มีแต่บอกให้เราพักบ้าง นอนอยู่บ้านบ้าง มีแต่เราที่หาเรื่องให้ตัวเองปวดหัว แต่พอมีปัญหา ปัญหานี้เลยเป็นของเราเอง ต้องแก้เอง ทุกอย่างที่เราจะทำ เราอยากทำเอง หลายคนพยายามอ้างความขัดข้องของบางอย่างตลอดเวลา จนลืมว่าบางทีปัญหาอยู่ที่ตัวเองและอาจแก้ได้ตั้งนานแล้วถ้ายอมรับว่าเป็นปัญหา
  3. Too short span of attention ช่วงนี้สมาธิสั้นมากกกก มีหลายเรื่องให้คิด อ่านหนังสือไม่ค่อยจบ และนอนเยอะมากกว่า 7 ชม. ทั้งที่ก็ไม่ได้ทำอะไรเลยเยอะ ต้องแก้ไข อาจเพราะงานมันต้อง switch มากขึ้น
  4. Patience!! พอชีวิตย่างเข้าวัย 27 ปี ความคิดแบบ “Live Fast Die Young” เริ่มฟังดูน่าตระหนกมากกว่าน่าสนใจ น่าตื่นเต้น อยากมีชีวิตที่ยืนยาว ค่อยสะสมทุกสิ่งไปอย่างใจเย็น เราต้องรักษาสุขภาพมากกว่านี้ๆๆๆ 
  5. Embrace Realitic Optimism อย่างที่เคยบอก เราคิดชีวิตปีหน้าไม่ค่อยออก คิดถึงวันนี้ เดือนนี้ เดือนหน้านิดหน่อย และอีกทีก็เกษียณเลย ถึงจะปากร้าย ชอบตลกร้าย ชอบความลูซเซอร์เรื่องเฮงซวย เรื่องป่วยๆ ตายๆ แต่จริงๆ เรามองโลกในแง่ดีมากๆ เป็นคนใจร้อนที่ใจเย็นมากๆๆ พยายามจะหาตรงกลางของหลายๆอย่าง และอยากจะเป็น Rational Optimists ปีนี้พบกับคอนเส็ป Effective Altruism การทำดีที่ต้องวัดผลได้ ไม่ใช่เพียงการสำเร็นความใคร่ทางจริยธรรม

Next Year Motto (same as last year) 

ในปี 1999 John Maeda ตั้งกฎในการทำงานของตัวเองขึ้นมา 4 ข้อ
1. ไม่พูดว่าร้ายคนอื่น
2. หลีกเลี่ยงนิสัยดื้อเงียบ (passive aggressive)
3. ฟังให้กว้าง แต่หากตัดสินใจแล้ว อย่าลังเลเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา
4. เมื่อทำผิด ยอมรับ ขอโทษ และก้าวต่อไป

Songs that define my 2018 

https://open.spotify.com/embed/user/sychonato/playlist/5RknDl1t7ONIEMXy2KhUzo

Self-Monitoring

Others

โลกนี้มีคนที่ประพฤติตามความคาดหวังของสิ่งแวดล้อม (high self monitors – HSM) กับคนที่เป็นตัวเองเสมอต้นเสมอปลาย (low self monitors – LSM)

  • HSM เชื่อในการทำได้จริง (pragmatic) ในบริบทต่างๆ อันเป็นปัจจัยภายนอก การกระทำเกิดจากเพราะมันต้องทำ
  • LSM เชื่อในคุณค่า (value) จากภายใน การกระทำเกิดจากภายในของเรา

HSM มีแนวโน้มก้าวหน้าไวในการงานต่างๆ เพราะเขาปรับตัวลื่นไหลได้ตามสิ่งแวดล้อม เขาเปลี่ยนตัวเองได้ตามเป้าหมาย และทำตัวเองให้ดูเหมาะกับ requirement ของงานได้ เขาจะสงสัยว่าทำไม LSM ไม่ปรับตัว อีโก้สูง พ่อศิลปิน และ LSM มักจะดื้อกับคำแนะนำของเจ้านายหรือผู้ใหญ่

ส่วนคนที่คงเส้นคงวา ยึดถือคุณค่าตัวตนจากภายใน จะคิดว่า HSM ไม่จริงใจ ไร้เสน่ห์ ตัวตนที่แท้อยู่ไหน ทำไมต้องเล่นการเมือง ไม่คงเสมอต้นเสมอปลายเลย ปรับตามสภาพแวดล้อมตลอด

คนเราลื่นไหลได้ตลอด ในการสัมภาษณ์งาน งานศพ พูดในที่สาธารณะ หรือเดทแรก คนเรามักเป็นตัวเองน้อยลงตามกาละเทศะหรือเพราะอยากสร้างความประทับใจ เวลาที่อยู่บ้านโง่ๆ จ่ายตลาด ไปคอนเสิร์ต หรือกินแมคโดนัลด์ กินข้าวแถวบ้าน เม้ามอยกับเพื่อนสนิท เราจะผ่อนคลายลงเอง

ปล. เขาเลยแนะนำให้เดทแรก ไปร้านที่สบายๆที่คุ้นเคย แบบ starbucks หรือ kfc / mcdonald เพื่อลดความประหม่า เป็นตัวของตัวเอง สั่งถูกแน่นอน แต่บางคนก็จะรู้สึกว่ามันธรรมดาเกินไป ไร้แพชชึ่น

HSM VS LSM

หากมีกิจกรรมต้องทำ มีสถานที่ต้องไป HSM จะคิดว่าทำแบบนี้กับใครเหมาะต่อให้ไม่สนิท แต่ LSM ชวนเพื่อนสนิทคนเดิมทำทุกอย่าง ฝันร้ายของ HSM คือ วันหนึ่งมีคนทุกคนในชีวิตมาเคาะประตูหน้าบ้านพร้อมกัน เขาจะทำตัวไม่ถูกเลย

 

อีกสัญญาณของ HSM คือรักการใช้กูเกิ้ล เขาจะรีเสิชสภาพแวดล้อมที่ต้องไปอยู่ก่อน เพื่อจะปรับตัวได้ ไม่เด๋อ เช่นรีเสิชร้านที่จะไปว่าต้องสั่งอะไร รีเสิชทุกสื่งอย่าง เราเคยกูเกิ้ลกระทั่งวิธีล้างจาน เผื่อว่าคนอื่นใช้คนละวิธีกับที่บ้าน 5555

HSM ไม่ชอบความคลุมเครือของสถานการณ์ เขาอยากรู้ว่าปาร์ตี้มีใครไปบ้าง จะได้เตรียมตัวถูก ในขณะที่ LSM จะมีเสื้อผ้า กิริยา และการแสดงตัวเป็นมาตรฐานของตัวเอง เป็นคนแบบนี้แหละ

เราเป็นแบบผสม เราไม่อยากมีงานแต่ง งานศพใดใด เพราะเพื่อนเราที่หลากหลายจะมาเจอกัน ทำตัวไม่ถูก ในขณะเดียวกันที่เราก็มีคุณค่าบางอย่าง การปฏิบัติตัวบางอย่างที่เราไม่ compromise รับไม่ได้ก็ช่าง

จุดหอมหวานอาจจะอยู่ตรงกลาง

ฟังใจมีมนุษย์ LSM อยู่เยอะมาก กลายเป็น DNA ของบริษัท อยู่กันเป็นหมู่บ้าน ชนเผ่า ลำลอง สบายๆ จริงใจ ตรงไปตรงมา ไม่มีดราม่า แต่พอเกิดความเปลี่ยนแปลงก็ปรับตัวลำบาก เพราะเชื่อในคุณค่าและความเป็นตัวเองสูงมาก

หากแต่หาก self monitor มากไป ก็จะปรับได้ทุกอย่างตามสภาพแวดล้อม แล้วคุณค่า ตัวตน หรือสิ่งที่น่าจดจำอยู่ตรงไหน ขาดเสน่ห์ไปอีกแบบ เหมือนร้านอาหารที่ออกแบบมาถูกปาก แต่เราอาจไม่มาซํ้า เพราะง่ายเกินไป 555

สิ่งนี้อยู่นอกเหนือไปจากแกนของ introvert / extrovert ไปอีก ช่วงนี้เราคิดเรื่องนี้บ่อยมาก เพราะอยากเข้าใจคนอื่นจริงๆ จากการมองโลกของเขา 5555

 

47064305_10158147072548289_8770870414445379584_n-1.jpg

 

People Thing Person

Scrap Thoughts
ทำไมคนบางคนสนใจคน คนบางคนสนใจของ โลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่า People/Thing Orientation 
  • people person / people orientation (PO) คนที่สนใจมนุษย์และเรื่องราวของคน เขาเป็นคนยังไง นิสัยแบบไหน ใครเป็นแฟนกับใคร  ฟังเรื่องราวของคนแปลกหน้า พบว่าคนที่เรารู้จักมีลักษณะอย่างไร แปลกอย่างไร ไปฟัภงทอล์คจากหัวข้อที่เราไม่รู้จัก
  • thing person / thing orientation (TO) คนที่สนใจลักษณะวัตถุ สนใจสิ่งของ สนใจสิ่งที่วัดผลจับต้องได้ นี่นี่ผลิตปีอะไร วัสดุแบบไหน ผลิตด้วยวิธีการใด สัดส่วนอย่างไร อาจฟังดู stereotype คนแบบ TO มักจะเลือกเรียนสายวิศวกรรม เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ (STEM) พวกนี้จะพยายามแก้ไขซ่อมเครื่องมือที่มีอยู่ ออกแบบ soundsystem ในบ้านเอง หยุดดูเครื่องมือทำงานระหว่างทาง พยายามซ่อมสิ่งของเอง อยากเข้าใจระบบ

 

  • พบว่าตัวเองเป็นคนตรงกลางคือ
    • สนใจคนโดยพยายามหาสูตรลักษณะวัดให้ได้เหมือนสิ่งของ
    • มองสิ่งของเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเรื่องราว มีบุคลิกภาพ หากสิ่งนี้ สถานที่นี้ แบรนด์นี้ เป็นคนคือเขาเป็นใคร
    • คนตรงกลางนี้ควรทำงานด้านออกแบบ การจัดการ เป็นผู้ประกอบการ เพราะบางครั้งก็เห็นใจผู้อื่น แต่บางครั้งก็ต้องคิดแบบธุรกิจมีตัวเลขวัดผล

 

ชีวิตอาจจะง่ายขึ้น หรือยิ่งวุ่นวาย หากเราสนใจทั้งสองสิ่ง 🤔

 

In praise of design education

Essays / Writing

ตั้งแต่จำความได้คืออยากไปโรงเรียน แต่พอไปโรงเรียนแล้วก็ไม่เห็นสนุกเลย ขี้เกียจออกจากบ้านไปเจอโลกภายนอก ครูมักจะมีชุดข้อมูลที่ไม่อัพเดต ห้องเรียนที่เงียบกริบ หลบตาอาจารย์ และข้อสอบที่คำตอบเหมือนๆกันเพื่อจะได้ตรวจให้คะแนนง่ายๆ วัดผลง่ายๆ อ่านหนังสืออยู่บ้านเองสนุกกว่าตั้งเยอะ เราแค่เข้าใจระบบประเมินนี้ ทำตามๆไป ก็จะได้เกรดดีๆ แบบไม่ลำบาก

แต่การเรียนออกแบบนี่แหละที่รู้สึกว่าโรงเรียนมีฟังก์ชั่นที่บ้านทำไม่ได้ ได้เกิดบทสนทนากับอาจารย์และเพื่อน ได้ซึมซับสิ่งที่น่าสนใจ คนที่พลังงาน creative ทำให้เรารู้สึกมีชีวิตชีวาไปด้วย มี topic ที่น่าสนใจเสมอ

ในโรงเรียนออกแบบ หนึ่งโจทย์สามารถเกิดได้หลายคำตอบที่หลากหลายไม่ซํ้ากัน และมันไม่มีผิด ไม่มีถูก แล้วเราจะประเมินได้ยังไงว่าดีพอแล้ว ทำให้เราอยู่คนเดียวไม่ได้อีกต่อไป ของดีๆ นั้นเกิดจากการประกอบจากหลายส่วนทั้งกระบวนการทางจิตใจ ความเป็นคน และทางเทคนิคัล

Read More

Krebs Cycle of Creativity / Neri Oxman

Others

เราอยู่ในยุคแห่ง Entanglement คือการพัวพันระหว่างสาขาต่างๆอันแยกกันได้ยาก ความจริงนั้นเป็นดั่งซุปมากกว่าสลัด21508273931506.png

เกิดผังวัฏจักร Krebs Cycle of Creativity โดย จาก MIT Media Lab เพื่ออธิบายความพัวพันระหว่างศาสตร์ต่างๆ

วิทยาศาสตร์: แปลงข้อมูลให้เป็นความรู้
วิศวกรรม: แปลงความรู้ให้กลายเป็นการใช้สอย
การออกแบบ: แปลงการใช้สอยให้กลายเป็นพฤติกรรม
ศิลปะ: ตั้งคำถามต่อพฤติกรรมและการรับรู้ต่อโลกรอบตัวเรา เปลี่ยนพฤติกรรมให้กลายเป็นข้อมูล

การรับรู้ใหม่ๆ ก่อให้เกิดความสงสัยและการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ วนไปโยงใยในมิติของเพื่อรับรู้หรือผลิต / วัฒนธรรมหรือธรรมชาติ

เขาเปรียบเทียบพลังงานแห่งการสร้างสรรค์กับ Krebs Cycle วัฏจักรสร้างพลังงานให้กับเซลล์ ซึ่งพลังงานแห่งความสร้างสรรค์ก็พัวพันเกี่ยวเนื่องเช่นกัน

ประทับใจ ❤️

อ่านเพิ่มเติมได้ที่: https://jods.mitpress.mit.edu/pub/AgeOfEntanglement