2019: pretty good for me, pretty sad for society :(

Journal

ปีนี้เป็นปีที่สนุกและน่ายินดี เราไม่เหนื่อยเกินไป แต่ก็ได้เจอเพื่อนลดลงมากๆ เรื่องงานก็สนุกดี แต่เป็นปีที่แย่ของโลกมากๆ

เรื่องที่ไม่น่ายินดีของปีนี้

Life

  • เจอเพื่อนน้อยลงไปหน่อย ไม่ค่อย keep in touch กับใคร ขี้เกียจเจอเพื่อน ขี้เกียจพิมพ์ ขี้เกียจคุย ไม่ตอบแชทคนเยอะมาก ขออภัย เพื่อนหลายคนไปอยู่เมืองนอกก็ไม่ค่อยได้สอบถามข่าวคราว อยากเจอเป็นกายหยาบแล้วเรานั่งคุยกันมากกว่า
  • พบว่าเราโตไม่พอสำหรับหลายเรื่องในชีวิต เวลาคนอื่นมีทุกข์ เราจัดการไม่ถูก มันซับซ้อนอ่อนไหวคลุมเครือเกินไป เลยเป็นที่พึ่งทางใจของใครไม่ได้เลย คนมีปัญหาเรื่องงานมาหาเราได้แต่ปัญหาทางใจเราคิดไม่ออก ฟังอย่างเดียว ไม่เคยเป็นผู้ใหญ่เรื่องนี้เลย
  • ยังโง่เรื่องการจัดการเรื่องเงิน เก็บอย่างเดียวเดี๋ยวค่อยคิด ไม่ได้ลงทุน แต่สบายใจดี ระยะยาวอาจไม่ดี 55
  • เขียนหนังสือยังไม่เสร็จ แต่ก็มีความคืบหน้า เรื่องน่าเศร้าคือเหมือนมีเวลาว่างเยอะขึ้น พบว่าเป็นสิ่งที่ทำตามเดดไลน์ไม่ได้ ไม่เหมือนงานอื่นๆ 
  • ติดตามการเมืองเรื่อยๆ สม่ำเสมอ แต่ไม่ค่อยแสดงความเห็น  รู้สึกว่าทุกคนพูดไปหมดแล้ว เราขี้เกียจไปไหมนะที่ไม่ส่งเสียง เป็นแรงสนับสนุนเบาๆ และช่วยเหลือ support
  • รู้สึกผิดที่ไม่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมได้ไวกว่านี้ จนมาถึงจุดโลกวิกฤติจนน่ากลัว สะท้านความเชื่อและการมองโลกในแง่ดีของเราในหลายๆ เรื่องมาก เราคือผู้บริโภคที่ mindless ยังมีหลายเรื่องที่ซับซ้อน เรายังไม่เข้าใจ ไม่แน่ใจว่าควรสนับสนุน practice แบบไหนถึงจะเกิดผลที่สุด พยายามจะหาเวลาอ่านและเข้าใจตามไป
  • นอนไม่หลับบ่อยกว่าปกติ นอนดึกบ่อยขึ้น กินดึกก็บ่อย กินแพงก็บ่อย
  • ปีนี้เป็นปีที่โลกและสังคมแย่มากๆ มีแต่ความล้าหลัง ความไม่รู้ และดูสิ้นหวัง แต่ในขณะเดียวกัน ชีวิตเราก็ยังดำเนินไปอย่างสงบปกติ ราบเรียบ สันติ ยังไม่ล่มสลาย เพราะยังไม่ได้รับผลกระทบจากความพัง นั่นเพราะเรามีโอกาสที่ดี ได้รับโอกาส ในขณะที่สังคมนอกตัวเรากลับวุ่นวายโกลาหล มีระบบที่ไม่เป็นธรรมแทรกรากไปทุกแห่ง
  • บางครั้งเรากลัวที่ตัวเองไม่โกรธ ไม่ขุ่นเคือง ต่อให้เรื่องแย่แค่ไหนก็เหมือนรับรู้และอาจไม่พอใจ ที่สำคัญคือ เรากลัวที่ตัวเองจะไม่หวังอะไรอีกแล้วในประเทศนี้ น่ากลัวมากๆ เรากลัวว่าพลังของเราจะสูญเปล่า เราไม่เหมือนตอนวัยรุ่นที่ไม่คิดคำนวณมากมาย
  • ด้วยประการทั้งปวง เวลาก็ล่วงผ่านเลยไป ทำให้ไม่ได้ไปเรียนต่อ ปีหน้าต้องพร้อมกว่านี้

Work

  • ทำงานช้าลง แต่ยอมเพื่อกลับมาเรียนรู้สิ่งที่ขาด คิดว่า career path ไม่ต้องเป็นเส้นตรงและไม่ต้องมี growth เสมอไป 
  • ทำงานลูกค้ามากขึ้น ไม่ใช่เรื่องแย่ แต่ยังมีงานหลายชิ้นที่ทำให้ทำตามไทม์ไลน์ ลัดบางขั้นตอนเพื่อความสะดวก ด้วยเวลาจำกัด แต่ทำให้คิดไม่ครบ
  • ปฏิเสธโอกาสดีๆ ไปเยอะมาก แต่ไม่เสียใจหรือเสียดายเลย เราคิดว่าปีนี้เราอยากโฟกัสและพักร่างกาย คิดให้เยอะขึ้น เหนื่อยน้อยลง เรียนรู้มากขึ้น
  • ไม่ค่อยขยันเสาะหาสิ่งใหม่ๆ โอกาสใหม่ๆ ทำแค่อยู่ตรงหน้า เลือก option แค่ที่มีคนเสนอให้ คนอื่นเชื่อในตัวเรามากกว่าเราเชื่อในตัวเองอีก 
  • ยังพูดเร็วไป อยากพูด present ให้ช้าลงกว่านี้ แต่จะทำได้ต่อเมื่อมีเวลาเตรียมตัวดีๆ อยากใช้ภาษาคำและภาพที่ precise กว่านี้

สิ่งที่น่ายินดีของปีนี้

Life

  • เล่น Facebook ลดน้อยลงมาก ปิดไปได้ประมาณ 1 เดือน เขัาไปวันละไม่กี่นาที งานที่ทำให้ไม่ต้องตาม Facebook เท่าไหร่ ดีมากๆ ไม่รู้สึกอยากโพสต์อะไรดีต่อไป
  • มีเวลาอ่าน novel อีกครั้ง มีเวลาดูหนัง เป็นชีวิตที่ขาดไปตั้งแต่เรียนจบ แต่ยังไม่มากพอเท่าที่อยากมี ได้ลองหลายๆ สิ่งที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะชอบแต่กลับชอบ
  • อ่านหนังสือไม่เยอะขึ้น แต่มีเวลาอ่านเพิ่ม ไม่รีบอ่าน ไม่รีบใช้ ไม่รีบจับใจความ อ่านเพื่อความสบายใจ
  • ร่างกายแข็งแรงขึ้น สุขภาพดีขึ้นเล็กน้อย ออกกำลังกายเยอะขึ้น แต่สามเดือนที่ผ่านมากลับไปขี้เกียจใหม่ มีความรู้เพิ่มเกี่ยวกับสุขภาพอนามัย เราอายุมากขึ้นแล้วจริงๆ ต้องถนอมร่างกาย
  • ปีนี้เป็นปีแห่งการพักผ่อน พิจารณาตัวเลือก และเตรียมตัว ชีวิตไม่จำเป็นต้องเดินหน้า ควรมีบางช่วงที่เราพักเพื่อซ่อมแซม พักผ่อน มองไปข้างหลังถึงสิ่งที่ผ่านมา
  • เที่ยวธรรมชาติเยอะขึ้น ชอบมาก กลายเป็นทุก 3-4 เดือนต้องหนีพัก พอกลับมาสดใส อิ่มเอม เหมือนไปอัพเดตโปรแกรมใหม่เรื่อยๆ  พยายามหาเวลาว่างเรียนออนไลน์ธรณีวิทยา อยากอ่านหินและภูมิประเทศเป็น
  • ไม่ค่อยมีเรื่องทุกข์ใจ เจอเพื่อนแล้วนึกไม่ออกว่าจะบ่นอะไรดี แต่ถ้าจะให้เล่าว่าพึงพอใจมีความสุขมากอะไรก็ไม่ใช่เรื่อง เลยอยากฟังเรื่องคนอื่นมากกว่า

Work

  • ได้เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ เยอะดี ได้เจอคนที่ต่างจากเรา เรียนรู้จากเขา เจอคนหลากหลาย ได้เห็นภาพรวมอุตสาหกรรมมากขึ้น ได้เจอคนนิสัยดี คนเก่ง และคนที่สอนเราได้ในหลากมิติได้เยอะมากจริงๆ
  • ได้เก็บความรู้ที่เป็นประโยชน์  รู้สึกว่างานที่เราทำเป็นประโยชน์ต่อสังคม ไม่ว่าจะลวงตาหรือไม่ หลายอย่างที่เราสนใจ ได้นำมาใช้จริงๆ  เช่น ความรู้วิทยาศาสตร์สมัยเรียน ได้ทำงานเกี่ยวกับสุขภาพและสังคม ทำให้ได้ความรู้เพิ่มเติมไปด้วย
  • ทำงานสัปดาห์ละ 3 ได้จริงๆ มีเวลาว่างเพิ่มเยอะมาก ชีวิตรีบลดลง คุณภาพชีวิตและสุขภาพจิตดีขึ้น
  • ได้ฝึกในเรื่องพื้นฐาน อยู่ในทีมเล็กๆ ในส่วนของการทำงาน พอไม่ได้ manage ทีม ก็มีเวลากลับมาลงมือทำเอง คิดเอง กลับมาปูพื้นฐานใหม่ ฝึกฝีมือและสายตาของเราใหม่ เป็นส่วนเราข้ามไปจากงานที่เก่า

10 ปีที่ผ่าน: 2010-2019

เราเริ่มทศวรรษนี้โดยเราเข้าเรียนมหาวิทยาลัยซึ่งเปลี่ยนระบบความคิดและการมองโลกเรามากๆ ไม่เคยเสียใจเลยที่ได้เรียนออกแบบ เปิดโลกและเสริมความเป็นมนุษย์ให้เรามากๆ

ต่อมาคือได้ทำงานในช่วงปีแรกๆ ซึ่งเป็นช่วงเรียนรู้ เติบโตทางความคิดมากๆ เราได้เปลี่ยนใจในหลายเรื่องๆ บางครั้งก็ตกใจว่าอายุ 14 คือครึ่งชีวิตที่แล้ว เรายังเป็นคนเดิมอยู่ไหม มีเพื่อนที่ห่างหายไป เขาไปมีชีวิตใหม่ที่ไม่มีเรา แต่ก็หวังเสมอว่าเราจะพบกันใหม่และ connect กันได้เหมือนเดิม

จนปีนี้ เข้าสู่ชีวิตที่ทำงานสัปดาห์ละ 3 วัน วันอื่นมีงานประปรายที่เราทำเพราะอยากทำจริงๆ

มองกลับไปมีอะไรเกิดขึ้นเยอะมากข้อมูลในยุคนี้ก็มากมายถาโกมจนต้นปีเหมือนแสนไกล เราจำอะไรไม่ค่อยได้อีกแล้ว หรือเข้าสู่อายุใกล้เลขสาม ทุกสิ่งจะเบลอๆ ก็ไม่รู้ เราไม่ตื่นตาตื่นใจง่ายอีกต่อไป

What I have learned

  • ฉันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตสำหรับทุกคน และยินดีที่เป็นเช่นนั้น ชีวิตเราไม่ต้องเอาใจและเป็นที่พึงใจของทุกคน เราคือสิ่งมีชีวิตอันมีจำกัดทั้งเวลาและพลังงาน
  • ชอบมิตรภาพแบบหลังวัย 25 ปี ไม่ต้องตัวติดกัน ไม่ต้องเจอกันบ่อย ไม่ต้องรู้เรื่องส่วนตัว แต่มีอะไรปรึกษากันได้ ช่วยเหลือ เชื่อมโยงกันได้ ต่างคนดำเนินชีวิตไปคนละแบบ เติบโต มีสติขึ้น เคารพความแตกต่างของกัน มีช่องว่างระยะหว่างกันกำลังดี เจอกันนานๆที ก็มีเรื่องคุยจนเวลาผ่านไปไวมาก
  • โตแล้วเจออุปสรรคอะไรก็อย่าหุบอย่าฝ่ออย่าฟีบง่ายนัก ส่วนมากความผิดพลาดมันไม่ได้ define ตัวตนหรือชีวิตต่อไปข้างหน้าของเราขนาดนั้น คนอื่นไม่ได้จำเรื่องเราหรอก เราควรให้โอกาสตัวเองลืมความห่วยของตัวเองบ้าง อย่าเสียความมั่นใจฝ่อฟีบไปเพราะโดนสะกิด ชีวิตจะทำให้เราแกร่งทนไปเอง
  • สุดท้ายแล้วไม่ว่าเราจะเก่งอะไรแค่ไหน โลกจะไม่ได้ต้องการความสามารถทักษะเรายาวนานเท่าที่เราคิด เห็นคนที่ปรับตัวเองไปเป็น mentor รุ่นพี่ที่ช่วยแนะนำและช่วยพัฒนาคนรุ่นใหม่ แชร์ความรู้ให้คนอื่นๆ จะทำให้ความหมายใน career ของเราอยู่นานขึ้น เราไม่รู้สึกแห้งแล้งหมดไฟ ได้เจอคนที่ทำเก่งและสอนดีอย่างใจเย็น รู้สึกดีจัง
  • มีคนบนโลกสนใจเรื่องเดียวกะเราอีกมาก แค่เรายังไม่รู้จักกัน ชอบความหลากหลายของชีวิตวัยผู้ใหญ่มากๆ พอเราโตมาแล้วได้รู้จัก เป็นเพื่อนคนที่ต่างกับเรามากๆ แบบที่ตอนเด็กคงไม่ได้เป็นเพื่อนกันแน่ๆ เหมือนได้ทำลาย boundary ของ stereotype ไป น่ายินดีจัง ส่วนสิ่งที่เราสนใจนั้นก็ไม่ได้แปลกประหลาดเลย
  • อยากระวังเรื่องคำพูดของตัวเองมากขึ้น เราใช้ถ้อยคำเป็นอาวุธป้องกันตัวเองมาตั้งแต่เด็ก และบางครั้งมันอาจทำร้ายจิตใจและเป็นพิษกับคนอื่นได้โดยที่เราไม่รู้ตัว บางทีพูดไวๆ ปากไว สนุกดี แต่กลับมามองคือเราต้องร้ายขนาดนั้นมั้ย
  • บอกตัวเองว่าอย่าเป็นคนนิสัยดีที่ทำให้คนอื่นลำบาก คิดรอบๆ มากขึ้นถึงการกระทำเราที่จะไปกระทบคนอื่น อย่าหวังดีแต่กลับไปสร้างภาระให้กับใคร
  • รักความรู้สึกของการระลึกได้ว่า เฮ้ยเราไม่มี แต่เราไม่ได้ขาด บางสิ่งเราไม่ต้องการ ต่อให้ไม่พบก็สบายดี ไม่บกพร่อง จึงไม่เป็นไร
  • ปีนีเป็นปีแห่งการอยู่กับตัวเองและเข้าใจตัวเองมากขึ้น เราอ่านร่างกาย จิตใจ และอ่านพลังงานเราออก ถ้าเหนื่อยมาก ไม่พร้อม เราจะพักให้ตัวเราพร้อมกลับมา ไม่ฝืน ไม่เร่ง ไม่กดดันเกินไป เราจะไม่ไปสู่จุดครากเด็ดขาด ซึ่งไม่รู้ว่าดีไหม ยังอยู่ในวัยหนุ่มสาวแต่ระมัดระวังเรื่องพลังงานมากไปไหน เรามองในระยะยาวมากขึ้น
  • สิ่งหนึ่งที่ช่วยให้เราสบายใจ คืออยากเชื่อว่าชีวิตจะยืนยาวพอให้ไม่ต้องรีบร้อน มีเวลาให้ผิดพลาด หยุดพัก ค่อยๆ ทดลอง

🙃🙂

เราอาจคิดว่าเราเป็นตัวของตัวเองคงทนแน่นอน แต่ตัวเราถูกกระทบจากสิ่งรอบตัวและคนรอบข้างได้ง่ายมาก ดังนั้น อยากเป็นคนแบบไหนให้พาตัวเองไปอยู่รายล้อมสัมผัสคนเหล่านั้น เราปล่อยพลังงานให้แก่กันสะท้อนไปมาไม่รู้จบ ขอให้เราพบคนน่าพึงพอใจและขอให้เราเป็นคนที่คนอื่นอยากพบด้วย ☀️✨