My Cat, Yugoslavia – Pajtim Statovci ความรักที่ไม่สมหวังและความเจ็บช้ำของการเป็นผู้อพยพในดินแดนที่ไม่รู้จัก

Review

หนังสือเล่มนี้เป็นนวนิยายที่แปลมาจากภาษาฟินแลนด์ผู้เขียนเป็นลูกผู้อพยพชาวโคโซโวบนคาบสมุทรบอลข่าน

หลังสงครามเย็น ยูโกสลาเวียได้แตกสลายลงไปเกิดเป็นดินแดนต่างๆหลายประเทศ เกิดเขตความขัดแย้ง นำไปสู่สงคราม ซึ่งส่งผลให้มีคนต้องอพยพและแยกย้าย และนำมาสู่ชีวิตใหม่ที่อาจไม่ได้สดใส เต็มไปด้วยความระทมทุกข์ของการจากบ้านเกิดเมืองนอก กลายเป็นคนแปลกหน้าของทั้งดินแดนใหม่ และความสนิทชิดเชื้อกับดินแดนแม่ก็เจือจางลงไป

นวนิยายเรื่องนี้เเล่าผ่านประสบการณ์ของคนต่างรุ่น 2 ผู้อพยพคนละ Generaration  หนังสือเล่มนี้ทำให้เห็นผลกระทบของสงครามที่เปลี่ยนชะตาชีวิตครอบครัวหนึ่งไปตลอดกาล ตัวละครหลักสองตัวที่เล่าเรื่องคือ

  1. Emine ผู้หญิงชาว Kosovo จากเทือกเขา ผู้ระหกระเหินจากบ้านเกิดเมืองนอก อยู่ในครอบครัวที่ไม่มีความสุขซึ่งอพยพหนีสงครามในคาบสมุทรบอลข่านมาอยู่ประเทศฟินแลนด์ เธอผู้ที่มาจากดินแดนต่างถิ่น รู้สึกเหงาและเดียวดายจากความสัมพันธ์ครอบครัวที่แห้งแล้งซังกะตาย ย้ายมาอยู่ดินแดนที่เธอไม่รู้จัก ไม่เข้าใจ เป็นเพียงผู้อาศัยที่หนีตายมาเท่านั้น ลูกๆ ที่เติบโตขึ้นในวัฒนธรรมที่แตกต่าง และความสัมพันธ์กับดินแดนบ้านเกิดและผองพี่น้องที่ระหกระเหินไปต่างที่ คนละมุมโลก ก็ค่อยๆ จางลงไปเรื่อยๆ
  2. Bekim เกย์หนุ่มขี้เหงา บุตรผู้อพยพมุสลิมชาว Kosovo ผู้รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนนอกในสังคม เขาเลี้ยงงูเหลือม ได้พบกับ The Cat หนุ่มฟินแลนด์มีหัวเป็นแมวที่พบกันในบาร์เกย์ พาเขาย้ายมาอาศัยอยู่ร่วมห้องเพื่อพบว่า แมวกลายเป็นคนรักที่ Abusive The Cat เห็นแก่ตัวอย่างถึงที่สุด ความสัมพันธ์ค่อยๆ แย่จนถึงจุดแตกหัก ชีวิตที่เต็มไปด้วย Insecurities จนเกิดการพบรักใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่เขาเองก็ไม่มั่นใจ

ทั้ง Emine และ Bekim ต้องพบกับการถูกข่มเหงในความสัมพันธ์ การถูกเหยียดและรังแกจากเพียงเพราะหน้าตาผิวพันธุ์ต่างจากคนอื่น ในดินแดนที่ไม่เคยเป็นบ้านอย่างแท้จริง แต่ละคำและสิ่งที่ทั้งสองได้พบเจอคือมันเจ็บปวดหัวใจมากๆ ที่จะอ่าน

อีกสิ่งที่น่าเจ็บปวดเมื่ออ่านเล่มนี้คือ ตัวละครเล่าถึงการอยู่ในความสัมพันธ์แบบ Abusive & Toxic Relationship ได้แบบหน้าตาเฉย ถูกละเมิด ถูกแสวงหาประโยชน์ ถูกเอาเปรียบ การถูกด้อยค่า แต่ตัวละครก็ก้มหน้ารับความเรื่องแย่ๆ เสมือนว่า this is how it works. โลกมันต้องเป็นเช่นนั้นเอง ความรู้สึกหวาดกลัว และเจ็บช้ำของการยอมแพ้และหนีตายมาในประเทศที่อาจมีสวัสดิการที่ดี แต่กลับไม่เคยรู้สึกว่าที่นี่คือบ้านที่แท้จริง

Emine เธอค่อยๆ เล่าประสบการณ์ชีวิตการเป็นวัยรุ่นสาวในชนบท การแต่งงานคลุมถุงชนตามประเพณีกับชายหนุ่มที่เธอแทบไม่รู้จักนิสัยใจคอ ก่อนแต่งงาน Emine แสนกังวลใจว่าเธอจะเป็นภรรยาที่ไม่พร้อม ไม่สามารถมอบความสุขให้สามีได้ ตั้งแต่คืนแรกของวันแต่งงาน เธอพบว่าสามีเป็นคนรุนแรงทางร่างกายและวาจา ขี้โมโห ในความผิดหวัง เธอทำได้แค่ยอมรับ ทำหน้าที่ของการเป็นแม่และภรรยา เป็นแม่บ้านผู้รับฟัง โดยไม่เคยได้ยินคำขอบคุณจากสามีสักครั้ง ผู้ปฏิบัติกับภรรยาเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ชนิดหนึ่ง ต้องไม่มีปากมีเสียงใดใด เพียงรับฟัง ทำงานบ้าน ให้ครอบครัวดำเนินไปได้อย่างสมบูรณ์ไม่ขาด แม้ในยามยาก

ช่วงปี 90s เกิดสงครามกลางเมืองในเขต Kosovo จนสามีพาเธอและลูกหนีอพยพไปอยู่ประเทศเมืองหนาวที่เธอไม่รู้จักมาก่อน  เธอต้องปรับตัว ย้ายไปอยู่ในห้องอพาร์ทเมนต์แคบๆ อับแสง ดินแดนที่หนาว แห้งแล้ง แต่ปลอดภัย  เธอรอเวลาอย่างเชื่องช้า ขณะที่สามีออกไปทำงานนอกบ้าน เธอก็ทำหน้าที่ภรรยาให้ไม่ขาดพร่อง เธอตามข่าวความรุนแรงในบ้านเกิดเมืองนอนอย่างใจจดจ่อ ลูกๆ ค่อยๆ เติบโตมาโดยเกลียดพ่อ และห่างเหินกับเธอ เธอส่งลูกๆ เข้าระบบการศึกษาของฟินแลนด์ พวกเขาค่อยๆ ไกลห่างจากเธอที่เติบโตมาคนละวัฒนธรรม ลูกๆ ค่อยๆ เติบโต ย้ายหนีออกไป และลูกที่ถูกหล่อหลอมในวัฒนธรรมใหม่ได้กลายเป็นคนแปลกหน้าที่เธอไม่เข้าใจ และเธอก็ยอมรับให้มันเป็นเช่นนั้นเอง

Bajram สามีของ Emine นั้นคือตัวละครที่ไม่มีความสุขเอาเสียเลย เขาเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ล้มเหลว ทุกข์ทนกับถิ่นใหม่ เขากลายเป็นคนที่มีปัญหาและขมขื่น เขายังยึดติด หวงแหน ไม่ยอมปล่อยวางจากความเชื่อที่หล่อหลอมเขามาจากอีกดินแดน เขาหนักแน่ในตัวตนการเป็นมุสลิม คบหาแต่ชาวอัลเบเนียน ไม่เคยรู้สึก fit in กับถิ่นใหม่ที่ย้ายไปอยู่ Bajram มีแต่ความรู้สึกโกรธแค้นและขุ่นเคืองในโชคชะตาของตัวเอง ลูกๆ ที่ไม่เคารพเขาแถมยังขยาดหวาดกลัว พวกเขาเคยมีความหวัง มีฐานะหน้าตาอาชีพที่ดีในบ้านเกิดเมืองนอน แต่เมื่อบ้านของเขาถูกทำลายลง เมืองที่อยู่ไม่ปลอดภัย ทรัพย์สินที่สั่งสมสลายไปหมด Bajram วัยหนุ่มเคยภูมิใจ มีฐานะ บัดนี้กลายเป็นประชาชนชั้นสองที่อมทุกข์ที่หนีตาย ยากจน และสับสนในดินแดนใหม่ที่เข้ามาอยู่  เขาพยายามคิดถึงวีรชนที่ตายไปในสงครามในขณะที่เขายังได้มีชีวิตอยู่

Bekim คือลูกชายของครอบครัวอพยพชาวมุสลิมที่โดดเดี่ยว เขาเป็นเกย์ มีหน้าตาที่แตกต่างจากเด็กคนอื่น ไม่สามารถเชื่อมต่อกับวัฒนธรรมของพ่อแม่เขาได้เลย เมื่อได้กลับไปเยี่ยมญาติหลังสงครามสิ้นสุด เขาไม่อาจเลือกกลับไปอยู่ที่ถิ่นเกิดของตัวเองได้ เพราะได้กลายเป็นคนแปลกหน้าของที่นี่ ได้รับการศึกษาอีกแบบ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อของเขาจึงต้องหมกมุ่นกับชีวิตหลังความตาย และระทมทุกข์กับเศษซากของบ้านเกิดที่จากมา ส่วนแม่ก็ไม่เคยพูดอะไร นิ่งเงียบและยอมรับชะตากรรม จนเขาเติบโตและย้ายออกจากบ้าน ไม่มีแม้กระทั้งภาพรวมครอบครัวแขวนฝาผนัง ไม่มีห้องส่วนตัว มีแต่ความทุกข์และความเงียบงัน ไม่มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนเชื่อมต่อกัน เพียงแค่อาศัยร่วมกันจนถึงเวลาแยกย้ายตามวัย

ทุกครั้งที่ Bekim แสวงหาความรักครั้งใหม่ เขาภาวนาให้คนใหม่ที่เข้ามา ไม่สอบถามว่าเขามาจากไหน เชื้อชาติอะไร มีชีวิตวัยเด็กที่ผ่านมาเป็นอย่างไร มีครอบครัวแบบไหน เขาเลือกจะโกหกเป็นนิสัย เพราะไม่อยากให้ใครรู้ความจริงถึงถิ่นกำเนิด ชีวิตวัยเด็กที่แสนยากจนในครอบครัวอพยพที่น่าหดหู่ เขาไม่อยากกลับบ้านจากโรงเรียน ไม่อยากให้พ่อแม่ไปโรงเรียนเพราะกลัวคนอื่นรู้ว่าพูดภาษากระท่อนกระแท่น Bekim มี trauma มากมายในชีวิต พอวันหนึ่งเจอกับคนรักที่ดี คนรักที่ใส่ใจ หรือความสัมพันธ์ที่ดี ก็คอยกังวลคิดเสมอว่าสิ่งนี้จะไม่คงอยู่ตลอดไป มันเป็นไปไม่ได้แน่ๆ 

ก่อนอ่านคือเราไม่รู้ว่ายูโกสวาเวียคือที่ไหนด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าหน้าตา วัฒนธรรมเป็นอย่างไร  คืออ่านแล้วก็ต้องไปดูสารคดีว่าคาบสมุทรบอลข่าน ยูโกสลาเวียนมันเป็นยังไง เราชอบที่มัน go through ชีวิตคนๆ นึงที่ถูกผลกระทบจากสงครามจนชีวิตเปลี่ยนไปตลอดกาล ต้องยอมรับและดำเนินชีวิตต่อไปแบบกระท่อนกระแท่นให้ผ่านไปในแต่ละวัน

Patjim พาเราเข้าไปสำรวจจิตใจของคนที่อพยพ คนที่ต้องมาเริ่มใหม่ เต็มไปด้วยความหวาดกลัว หวาดระแวง ชีวิตผู้อพยพยพไม่ง่ายเลย มักต้องพบความผิดหวัง การถูกเหยียด ไม่ได้รับโอกาส แต่ต้องทนเพราะต้องเอาชีวิตรอด พาไปเจอคนที่อยู่ในสภาวะชีวิตทื่ไม่มีตัวเลือกมากนักนอกจากสู้ เสี่ยงตาย หรือจะหนี ความรู้สึกแตกหักใน identity ที่ตนเองที่หวงแหน การเริ่มต้นชีวิตใหม่ การคิดถึงประเทศบ้านเกิดที่ผูกพัน การต้องแยกจาก community ของผู้คนที่คุ้นเคย พูดคุยกันรู้เรื่อง กลายมาเป้นคนแปลกหน้าและส่วนเกินของสังคมใหม่ การต้องเรียนรู้และยอมรับวัฒนธรรมใหม่ๆ

มันเจ็บปวดที่จะคิดว่าคงมีผู้คนที่รู้สึกแบบนี้อีกเยอะมากๆ คนที่ต้องจากบ้าน หนีตาย และไปเริ่มใหม่อย่างลำบาก เพราะโลกมีความขัดแย้ง ความรุนแรง สงครามกลางเมืองอยู่ในหลายๆ ดินแดนที่ยังดำเนินอยุ่ การลี้ภัยไม่ใช่เรื่องสนุก เต็มไปด้วยความยาก ความเจ็บปวด และมันส่งต่อมายังรุ่นต่อๆ ไปดำเนินต่อไป